“สุเชษฐ์” ชี้ SET แกว่งตัวกรอบ 1,475-1,500 จุด ชู MINT-GPSC-TRUE-STECON-ICHI เด่น

“สุเชษฐ์ สุขแท้” ประเมิน SET วันนี้แกว่งตัวในกรอบ แนวรับ 1,475 จุด แนวต้าน 1,500 จุด แนะเก็งกำไร MINT-GPSC-TRUE-STECON-ICHI พร้อมจับตากลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี-ICT รับแรงหนุนราคาน้ำมันสูงและธีมลงทุนอนาคต


นายสุเชษฐ์ สุขแท้ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายมีเดียมาร์เก็ตติ้ง บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด หรือ ASL เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้มีแนวโน้มแกว่งตัว โดยประเมินแนวรับสำคัญบริเวณ 1,475 จุด และแนวต้านที่ระดับ 1,500 จุด สอดคล้องกับบรรยากาศตลาดหุ้นเอเชียที่เปิดตลาดมาในลักษณะแกว่งตัว ทำให้คาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบตลอดทั้งวัน

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น แนะนำติดตามหุ้นรายตัว โดยหุ้นตัวแรกคือ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ราคาปิดวันก่อนหน้าอยู่ที่ 21.10 บาท ประเมินแนวรับไว้ที่ 20.20 บาท และแนวต้านที่ 22.00 บาท โดยลักษณะการเคลื่อนไหวยังเป็นการแกว่งตัวในกรอบ เหมาะสำหรับการเล่นรอบเพื่อทำกำไรระยะสั้น

หุ้นตัวที่สองคือ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ราคาล่าสุดอยู่ที่ 38.50 บาท ประเมินแนวรับที่ 36.50 บาท และแนวต้านที่ 42.50 บาท โดยมองว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นมาในระดับสูง อาจส่งผลให้หุ้นในกลุ่มพลังงานและโรงไฟฟ้ากลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้น

ส่วนหุ้นตัวที่สามคือ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ราคาล่าสุดอยู่ที่ 14.20 บาท อ่อนตัวลงจากวันก่อนหน้า 0.20 บาท โดยมีแนวรับสำคัญที่ 14.00 บาท และแนวต้านที่ 14.50 บาท ซึ่งต้องติดตามว่าราคาจะสามารถผ่านแนวต้านดังกล่าวขึ้นไปได้หรือไม่

นอกจากนี้ ยังแนะนำติดตาม บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON ราคาล่าสุดอยู่ที่ 13.10 บาท ลดลง 0.80 บาท โดยประเมินแนวรับที่ 12.50 บาท และแนวต้านที่ 14.00 บาท ขณะที่หุ้น บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI ในกลุ่มอาหาร ราคาล่าสุดอยู่ที่ 12.60 บาท ลดลง 0.10 บาท มีแนวรับสำคัญบริเวณ 12.00 บาท และแนวต้านที่ 13.00 บาท โดยมองว่าสามารถใช้เป็นหุ้นเก็งกำไรหรือเล่นรอบได้

นายสุเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยประกาศออกมาล่าสุด หลายบริษัททำได้ดีกว่าคาด หรืออยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยเฉพาะหุ้นในบางอุตสาหกรรมที่ยังเติบโตได้ตามประมาณการ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องเผชิญความผันผวนจากสถานการณ์สงครามที่ยังไม่สิ้นสุด ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนทางธุรกิจ โดยเฉพาะราคาน้ำมัน

ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันยังยืนในระดับสูงต่อเนื่อง จะมีผลต่อหุ้น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มโรงไฟฟ้า และกลุ่มปิโตรเคมี โดยในระยะสั้นยังมองว่ากลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเป็นกลุ่มที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะหุ้นอย่าง บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ซึ่งอาจได้รับอานิสงส์จากราคาผลิตภัณฑ์และราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง

สำหรับกลุ่มปิโตรเคมี นายสุเชษฐ์ระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผลประกอบการของหลายบริษัทได้รับแรงกดดันค่อนข้างมาก แต่หากราคาน้ำมันและราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้ปีนี้เป็นปีที่ผลประกอบการของกลุ่มดังกล่าวฟื้นตัวได้โดดเด่น โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะสงครามและราคาพลังงาน

ขณะเดียวกัน ยังแนะนำให้ติดตามกลุ่ม ICT โดยเฉพาะ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และ TRUE ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและการเติบโตในโลกอนาคต ขณะที่หุ้น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ยังถูกมองว่าเป็นหุ้นที่สะท้อนธีมการลงทุนระยะยาวในเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยหากสามารถสะสมได้ในจังหวะที่เหมาะสม อาจมีโอกาสเติบโตอย่างโดดเด่นในระยะข้างหน้า

Back to top button