“เมอร์เคิล” ชี้สินทรัพย์เสี่ยง ม.ค.ปรับฐานแรง แนะสะสม “บิทคอยน์” โซน 70,000-75,000 เหรียญ

“เมอร์เคิล” ชี้สินทรัพย์เสี่ยงปรับฐานแรงในเดือนม.ค. หลังตลาดเปลี่ยนมุมมองต่อประธานเฟดคนใหม่ จับตาทิศทางดอกเบี้ยครึ่งหลังปี พร้อมมองเป็นจังหวะสะสม Bitcoin โซนกรอบ 70,000-75,000 เหรียญ หลังสถาบันเริ่มกลับมาซื้อสุทธิกว่า 560 ล้านดอลลาร์


นายวรเมธ จันทร์เสน ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดในเดือนมกราคมที่ผ่านมา สินทรัพย์เสี่ยงหลายประเภทปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นบิตคอยน์ กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงทองคำและโลหะเงิน โดยบางสินทรัพย์ปรับฐานในระดับประมาณ20–30% สะท้อนภาวะที่นักลงทุนลดความเสี่ยงและให้ความสำคัญกับทิศทางสภาพคล่องโลกมากขึ้น

โดยปัจจัยสำคัญมาจากความคาดหวังต่อทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐ ภายหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณเรื่องการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวมีผลต่อทั้ง “การกำหนดอัตราดอกเบี้ย” และ “การบริหารสภาพคล่องผ่านมาตรการในตลาดการเงิน” ที่กระทบต่อการลงทุนทั่วโลก โดยช่วงก่อนหน้าตลาดยังมีความเห็นแตกต่างว่าใครจะถูกเสนอชื่อ และมีการคาดหวังว่าผู้ที่จะมารับตำแหน่งอาจมีแนวโน้มสนับสนุนสภาพคล่องที่สูงกว่า

ทั้งนี้ เมื่อมีการประกาศชื่อ เควิน วอร์ช อย่างเป็นทางการเพื่อเข้ามาแทน เจอโรม พาวเวล ตลาดได้ปรับมุมมองใหม่ โดยประเมินว่าท่าทีของผู้ถูกเสนอชื่อมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการคุมเงินเฟ้อและความระมัดระวังด้านสภาพคล่องมากกว่าแนวทางที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ซึ่งส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงถูกกดดันเพิ่มเติม ขณะเดียวกันทองคำซึ่งเคยถูกมองเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อก็เผชิญแรงขายตามการปรับความคาดหวังดังกล่าว

นายวรเมธกล่าวอีกว่า ภาพรวมดังกล่าวยังส่งผลสนับสนุนให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้น พร้อมกับเพิ่มความต้องการลงทุนในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ รวมถึงตราสารหนี้ของสหรัฐ อย่างไรก็ดี อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐต่อเงินเยนยังมีความอ่อนไหวจากพฤติกรรมการกู้เงินสกุลเยนเพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ ซึ่งหากค่าเงินมีความผันผวนรุนแรง อาจกระทบต่อกระบวนการลดความเสี่ยงของนักลงทุนบางกลุ่ม และเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดโดยรวม

ในประเด็นด้านเทคโนโลยี มองว่าปัญญาประดิษฐ์มีศักยภาพในการช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจและลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม การลงทุนในนวัตกรรมโดยทั่วไปมักดำเนินไปในลักษณะเป็นวัฏจักร ตั้งแต่ช่วงเร่งตัว ช่วงชะลอ และกลับมาเติบโตอีกครั้งเมื่อเริ่มเห็นการนำไปใช้งานจริงและผลประกอบการที่รองรับ จึงควรประเมินการลงทุนในกรอบระยะกลางถึงระยะยาว มากกว่าการยึดติดกับความผันผวนในระยะสั้น

สำหรับมุมมองเศรษฐกิจมหภาค ประเมินว่าตลาดยังคงจับตาเส้นทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับลดเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปี และเมื่ออัตราดอกเบี้ยเข้าใกล้ระดับต่ำสุดของวัฏจักร เครื่องมือด้านอัตราดอกเบี้ยจะเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น ส่งผลให้มาตรการด้านการบริหารสภาพคล่องรูปแบบอื่นกลับมาเป็นประเด็นที่ตลาดติดตามอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน ในส่วนของสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะโลหะเงิน มีปัจจัยเฉพาะตัวจากการที่ปริมาณคงคลังถูกเบิกถอนออกจากระบบอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงภาวะอุปทานที่ตึงตัว ประกอบกับความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรมที่ยังคงมีอยู่ จึงทำให้ในระยะถัดไปจำเป็นต้องประเมินว่าราคาปัจจุบันได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานดังกล่าวไปมากน้อยเพียงใดแล้ว

นายวรเมธ กล่าวเพิ่มว่า สำหรับสถานการณ์ของ Bitcoin มองว่าการปรับฐานล่าสุดทำให้ตลาดเข้าสู่ภาวะที่สุขภาพดีขึ้น (Healthy Market) เนื่องจากเป็นการปรับลงของราคา Spot จริง ไม่ใช่การถูกล้างพอร์ตจากตลาดฟิวเจอร์ส (Deleveraging) เหมือนในอดีต โดยสัญญาณบวกที่สำคัญคือ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีแรงซื้อกลับจากนักลงทุนสถาบันผ่าน Spot ETF สูงถึง 560 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นการกลับมาซื้อครั้งแรกในรอบเดือน บ่งชี้ว่าสถาบันมองระดับราคา 70,000-75,000 ดอลลาร์ เป็นจุดที่น่าสนใจในการสะสม เนื่องจากเป็นฐานราคา All Time High เดิมของปี 2564 และเป็นต้นทุนเฉลี่ยของสถาบันหลายแห่ง รวมถึง MicroStrategy

ส่วนกลยุทธ์การลงทุนไตรมาสที่ 1 แม้ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่ข้อมูล On-chain ชี้ว่าต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนระยะสั้น (Short-term Holders) อยู่ที่ประมาณ 96,000 ดอลลาร์ ซึ่งปัจจุบันกลุ่มนี้ขาดทุนอยู่ราว 20% ขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยของทั้งตลาด (MVRV Ratio) อยู่ที่บริเวณ 56,000 ดอลลาร์

แนะนำให้นักลงทุนที่ยังมีเงินสด (Cash) พิจารณาสะสม Bitcoin ในโซน 70,000-75,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นแนวรับที่มีนัยสำคัญทางจิตวิทยาและพื้นฐาน ส่วนนักลงทุนที่มีสถานะเต็มพอร์ต ควรบริหารความเสี่ยงและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากตลาดยังมีความผันผวนจากสงครามเย็นด้านนโยบายการเงินภายในเฟด โดยมองว่าแม้ตลาดจะเป็นขาลง (Bear Market) ในระยะสั้น แต่จะไม่ปรับตัวลงลึกถึง 70-80% เหมือนในอดีต เนื่องจากมีเม็ดเงินสถาบันคอยพยุงราคาในโซนสำคัญ” นายวรเมธ กล่าวทิ้งท้าย

Back to top button