DITTO ผนึก Growpro เสริมเขี้ยวเล็บ “Cyber Security”ดันธุรกิจดาต้าโตยั่งยืน

DITTO ผนึก Growpro เสริมแกร่งธุรกิจ Cyber Security และ Data ชูจุดแข็งผู้ให้บริการครบวงจรรายเดียวในไทย พร้อมศูนย์ CSOC เฝ้าระวังภัยไซเบอร์ 24 ชม. วางแผนปี 2569 ยกระดับการปฏิบัติการเต็มรูปแบบ จับมือพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลกจำนวนมาก


นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO เปิดเผยว่า บริษัทได้รับการอนุมัติให้เข้าลงทุนถือหุ้นใน บริษัท โกรโปร คอนซัลติ้ง แอนด์ เซอร์วิสเซส จำกัด หรือ Growpro ในสัดส่วนประมาณ 35% ซึ่งประกอบธุรกิจด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) เพื่อยกระดับศักยภาพทางธุรกิจและเสริมสร้างความครบวงจรให้กับกลุ่มบริษัทในระยะยาว

เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา DITTO ดำเนินธุรกิจด้านข้อมูล (Data) อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการขับเคลื่อนกลยุทธ์การขยายธุรกิจผ่านการควบรวมและซื้อกิจการ (Merger and Acquisition: M&A) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจด้านข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลให้มีความครบวงจรมากยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา DITTO ได้เข้าลงทุนในกิจการสำคัญหลายแห่ง อาทิ บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) หรือ NETBAY ผู้ให้บริการระบบพิธีการศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ การเข้าถือหุ้นใน บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAMG ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ รวมถึง บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SIT ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านโซลูชันระบบตรวจคนเข้าเมือง (Immigration) ส่งผลให้ปัจจุบันกลุ่ม DITTO มีเครือข่ายธุรกิจที่ครอบคลุมงานด้านการบริหารจัดการข้อมูล (Data Management) และการเปลี่ยนผ่านด้านข้อมูล (Data Transformation) ในหลากหลายมิติ

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมของธุรกิจด้านข้อมูลจะดูเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ในทางปฏิบัติยังมีโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจอีกหลายด้าน ซึ่งสามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยธุรกิจด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่บริษัทให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

นายฐกร กล่าวว่า DITTO มีประสบการณ์ในการให้บริการด้าน Cyber Security แก่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศมาเป็นระยะเวลากว่า 7 ปี ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานด้าน Cyber Security ในประเทศไทยยังอยู่ในภาวะขาดแคลนบุคลากร ในขณะที่ความต้องการใช้งานด้านดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บริษัทได้ร่วมงานกับพันธมิตรด้าน Cyber Security มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง และเกิดความเชื่อมั่นในศักยภาพและความเชี่ยวชาญ จึงตัดสินใจเข้าลงทุนถือหุ้นเพื่อยกระดับความร่วมมือในระยะยาว โดยการมีพันธมิตรด้าน Cyber Security เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัท จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจด้านข้อมูลของ DITTO อย่างมีนัยสำคัญ

“เมื่อองค์กรมีข้อมูลจำนวนมาก สิ่งที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญคือความมั่นคงปลอดภัย การมีพันธมิตรด้าน Cyber Security เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัท จะทำให้ DITTO สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ข้อมูลที่เราบริหารจัดการมีทั้งความแข็งแกร่งและความปลอดภัยในระดับสูง ซึ่งเป็นประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย” นายฐกรกล่าว

ด้านนายคงสิทธิ์ เดชอัมพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกรโปร คอลซัลติ้ง แอนด์ เซอร์วิสเซส จำกัด (Growpro) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการเอกสารและข้อมูลให้ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน ได้ร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจ โดยจะเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 35% แบ่งเป็น 3 งวด งวดแรก 10% ชำระเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เพื่อเสริมธุรกิจด้าน ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้(Cybersecurity)ของบริษัทให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้นและเป็นการรองรับการขยายตัวของธุรกิจข้อมูล (DATA) เพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขัน ตอนนี้ได้มีการทำงานร่วมกันแล้ว

บริษัท Growpro คือ ผู้ให้บริการด้าน ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ครบวงจรรายเดียวในประเทศไทย ให้บริการครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) Professional Service บริการผู้เชี่ยวชาญสำหรับการออกแบบและติดตั้งระบบความปลอดภัย 2) Managed Security Services บริการจากผู้เชี่ยวชาญพร้อมเครื่องมือสำหรับการบริหารจัดการและดูแลระบบอย่างต่อเนื่อง และ 3) Consulting Service บริการที่ปรึกษาช่วยให้คำปรึกษา วางโครงสร้างด้านความปลอดภัย และการจัดการข้อมูลให้สอดคล้องกับบริบทของธุรกิจแต่ละองค์กร ซึ่งหนึ่งในบริการสำคัญคือ ศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ Cybersecurity Operation Center (CSOC) ซึ่งทำหน้าที่เฝ้าระวัง ตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกตามไซเบอร์ ตลอด 24 ชั่วโมง และดำเนินการภายใต้มาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022

ทั้งนี้ ศูนย์ปฏิบัติการ CSOC ถือเป็นหัวใจหลัก เปรียบเสมือนห้องบัญชาการรบ ที่คอยเฝ้าระวังให้ลูกค้าที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วัน โดยได้ยกระดับให้มีความทัดเทียมระดับสากลด้วยเทคโนโลยีล่าสุดด้วยระบบ Threat Intelligence ที่คอยวิเคราะห์ข้อมูลภัยคุกคามจากทั่วโลก ทำให้เรารู้เท่าทันรูปแบบการโจมตีใหม่ ๆ และสามารถป้องกันได้ก่อนที่ภัยจะถึงลูกค้า และระบบ Automation Analysis and Response จะทำการวิเคราะห์และตอบสนองเหตุการณ์นั้น ๆ โดยอัตโนมัติด้วยความเร็วเมื่อถูกภัยคุกคาม ช่วยลดระยะเวลาที่จะก่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

อีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้ Growpro มีความแตกต่างคือ บริษัทมีทีม Developer เพื่อพัฒนานำ AI เข้ามาใช้ในการปฏิบัติงานด้านวิเคราะห์ด้านความปลอดภัย และพัฒนาระบบสนับสนุนการให้บริการ ตอบโจทย์การใช้งาน User Experience (UX) ของลูกค้าโดยเฉพาะ Web Portal ลูกค้าสามารถเข้าดูสถานะความปลอดภัย Dashboard และรายงานต่าง ๆ ได้แบบ Real Time และ Mobile Application นวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้บริหารหรือทีมไอทีของลูกค้าสามารถเฝ้าดูสถานะรับแจ้งเตือน ที่สำคัญสามารถสื่อสารกับทีม CSOC ของเราได้ทันที ผ่านแอปพลิเคชัน เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการประสานงานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

นายคงสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับในปี 2026 บริษัทยังคงเดินหน้ายกระดับการให้บริการเพื่อสนับสนุนองค์กรในฐานะพาร์ตเนอร์ด้านความปลอดภัยเชิงปฏิบัติการอย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่ CSOC การบริการ Managed Detection and Response (MDR) ที่เน้นการตรวจจับเชิงพฤติกรรมและการตอบสนองเชิงรุก Manage Cloud SIEM สำหรับองค์กรที่มีโครงสร้างระบบแบบ Cloud และ Hybrid ไปจนถึง Application Security Service และบทบาทในฐานะ Official Security Service Partner ของ Microsoft และ Service Roadmap ของ Growpro มุ่งเน้นการทำให้เครื่องมือด้านความปลอดภัยที่องค์กรมีอยู่ “ใช้งานได้จริง” ลดภาระทีมภายใน เพิ่มความชัดเจนในการมองเห็นความเสี่ยง และความรวดเร็วในการจัดการกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้น และทำให้ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

“นอกจากนี้เราได้รับความไว้วางใจให้เป็นพาร์ตเนอร์กับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย อาทิ IBM, Microsoft, Palo Alto Networks, Cloudflare และแบรนด์ชั้นนำอื่น ๆ อีกทั้งทีมงานของเรามีความเชี่ยวชาญในการติดตั้งและวางระบบโซลูชั่นเหล่านี้ ให้เหมาะสมบริบทธุรกิจไทย เพื่อให้การลงทุนด้าน IT Security ของลูกค้าคุ้มค่ามากที่สุด” นายคงสิทธิ์ กล่าว

นายคงสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในด้านผลประกอบการ บริษัทมีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยหากพิจารณาย้อนหลังประมาณ 3 ปี รายได้ในปีล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท และในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 20–30% ต่อปี

สำหรับอัตรากำไรของธุรกิจ Cyber Security โดยทั่วไป สามารถแบ่งพิจารณาได้เป็น 2 ระดับ คือ อัตรากำไรก่อนหักค่าใช้จ่าย (Gross Margin) ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณ 30–40% และอัตรากำไรสุทธิ (Net Margin) หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว อยู่ในระดับประมาณ 10–15% ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างการเติบโตของผลกำไรให้สูงกว่าระดับดังกล่าวในระยะยาว เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคตอย่างยั่งยืน

Back to top button