“กัณฑรา” แนะจับตาเลือกตั้งชี้ชะตา “หุ้นไทย” คัด 3 หุ้นเด่นราคาต่ำพื้นฐาน

“กัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา” มองเลือกตั้ง 8 ก.พ. หนุนหุ้นไทย หากได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพมีโอกาสดัน SET แรลลี่ 3-4% พร้อมชู 3 หุ้นเด่น GULF-MTC-SISB ที่ราคาปรับลงต่ำกว่าพื้นฐาน


นายกัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS เปิดเผยผ่านรายการ “เจาะตลาดข่าวหุ้น” วันนี้ (6 ก.พ.69) ถึงมุมมองต่อฉากทัศน์การเมืองไทยและผลกระทบต่อตลาดหุ้น โดยประเมินว่าประเด็นสำคัญที่สุดในระยะสั้นคือความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลและเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักต่อทิศทางตลาดทุน

ทั้งนี้ ภายใต้หลายสมมติฐานทางการเมือง ฉากทัศน์ที่ตลาดมองในเชิงบวกคือการจัดตั้งรัฐบาลที่สามารถรวมพลังได้อย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพ โดยมองว่าพรรคภูมิใจไทยมีโอกาสเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทย และอาจมีพรรคอื่นเข้าร่วม สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงรายชื่อพรรค แต่คือความสามารถในการบริหารประเทศอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยในช่วง 6 เดือนแรก และควรยืนระยะได้ราว 2 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงนโยบายบ่อยครั้ง ซึ่งจะบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

สำหรับมุมมองต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ ตั้งแต่ต้นปีพบว่านักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาซื้อสุทธิในบางช่วง แม้จะมีแรงขายออกเป็นระยะ แต่ภาพรวมสะท้อนว่าต่างชาติเริ่มมองหาตลาดที่มีสภาพคล่องสูง โดยเน้นหุ้นขนาดใหญ่ในดัชนี SET50 เป็นหลัก เนื่องจากสามารถเข้าออกได้สะดวก ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับภาวะตลาดโลกที่นักลงทุนลดน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีในต่างประเทศ และหันกลับมาลงทุนในหุ้นคุณค่า (Old Economy) มากขึ้น

โดยในส่วนของหุ้นกลุ่มพลังงาน นายกัณฑรากล่าวว่า แม้ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นมาทดสอบระดับสูงและอยู่ใกล้แนวต้าน แต่ด้วยสถานะของหุ้นพลังงานขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง ยังคงสามารถพยุงดัชนีตลาดโดยรวมได้ แม้ในกรณีที่ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงก็ตาม โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าทางบัญชียังต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งยังมีอัพไซด์ในเชิงมูลค่า

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น ประเมินแนวต้านสำคัญของดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 1,345 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ดัชนีทดสอบหลายครั้ง หากยังไม่สามารถผ่านไปได้ มีโอกาสที่ดัชนีจะย่อตัวลงมาบริเวณแนวรับแถว 1,328 จุด เพื่อสะสมแรงก่อนกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านเดิมอีกครั้ง โดยหากสามารถผ่านระดับ 1,345 จุดได้ จะมีโอกาสปรับขึ้นต่อไปที่ระดับ 1,360 จุด ทั้งนี้ ภาพรวมตลาดยังอยู่ในแนวโน้มที่ดี เพียงแต่ต้องรอการสะสมโมเมนตัม

อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดยังเป็นจังหวะที่น่าสนใจ เนื่องจากดัชนีปรับขึ้นมาไม่มาก และยังมีหุ้นหลายตัวที่ราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ เช่น บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ซึ่งมีมูลค่าพื้นฐานสูงกว่าราคาตลาด รวมถึงหุ้นบางตัวที่ปรับขึ้นมาแรงแล้ว อาจต้องระมัดระวังแรงพักฐาน และหันไปพิจารณาหุ้นที่ราคาปรับลงมามากเกินไปเมื่อเทียบกับพื้นฐาน

ส่วนอีกหุ้นหนึ่งที่น่าสนใจคือ บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) หรือ SISB โดยชี้ว่าราคาหุ้นปรับตัวลงอย่างรุนแรงจากระดับราว 45 บาท เหลือต่ำกว่า 10 บาท ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานในปัจจุบันแข็งแกร่งกว่าช่วงก่อนโควิดอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวน นักเรียนที่เพิ่มขึ้นกว่า 4,000 คน สถานะเงินสดที่สูงขึ้น และอัตรากำไรที่ขยายตัวเป็นกว่า 30% แม้ในปีนี้อาจยังไม่มีการเติบโตโดดเด่นจากการขยายสาขา แต่ในระยะถัดไปมีแผนเปิดโรงเรียนใหม่ ซึ่งจะช่วยหนุนการเติบโตในอนาคต โดยฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าพื้นฐานของหุ้นดังกล่าวไว้ราว 18 บาทต่อหุ้น สะท้อนว่าราคาปัจจุบันต่ำกว่าพื้นฐานอย่างมาก เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว

สำหรับทิศทางตลาดหลังการเลือกตั้ง นายกัณฑราประเมินว่า หากพรรคภูมิใจไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างรวดเร็ว ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับขึ้นต่อเนื่องราว 3-4% ภายในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังเลือกตั้ง แต่หากผลออกมาอีกฝั่งหนึ่ง ตลาดอาจเคลื่อนไหวในลักษณะทรงตัวเพื่อรอความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลและเงื่อนไขทางการเมืองที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยย้ำว่าประเด็นสำคัญที่สุดยังคงเป็นเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจในระยะถัดไป

Back to top button