“กัณฑรา” ชี้ SET ผันผวน รับศึกตะวันออกกลางกดดัน ยกกลุ่ม “พลังงาน-สื่อสาร” หลุมหลบภัย

“กัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา” ประเมินตลาดหุ้นไทยรับแรงกดดันตะวันออกกลาง แนะเก็งกำไรหุ้นพลังงาน-สื่อสาร-บิ๊กแคป ชี้กลุ่มแบงก์อาจชะลอตัวไตรมาส 2 หลังรับรู้กำไรไตรมาสแรกไปแล้ว พร้อมมองเชิงบวกรัฐกู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหนุน GDP


นายกัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ว่า ทิศทางตลาดหุ้นเอเชียและตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แม้จะมีสัญญาณการเจรจาระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน และท่าทีจากสหรัฐอเมริกาต่ออิหร่านที่ดูดีขึ้น แต่นักลงทุนยังประเมินว่าปัญหาหลักยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในภาวะรอดูสถานการณ์ (Wait and See) โดยเฉพาะในช่วงก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์

สำหรับประเด็นที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวถึงแผนการกู้เงินของรัฐบาล ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นแตะเพดาน 70% นั้น นายกัณฑรา มีมุมมองเชิงบวก โดยประเมินว่าการกู้เงินมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบัน เนื่องจากตัวเลขผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสแรกออกมาไม่โดดเด่น และมีแนวโน้มที่จะเผชิญความท้าทายต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2 ทั้งนี้ การใช้จ่ายของภาครัฐถือเป็นปัจจัยหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หากเม็ดเงินกู้ถูกนำไปใช้ลงทุนอย่างเหมาะสม เช่น โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพลังงานสีเขียว (Green Energy) ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนให้ขยายตัวตามมา

ด้านกลยุทธ์การลงทุน ท่ามกลางภาวะตลาดที่คาดว่าจะแกว่งตัวในลักษณะ Sideway Up แนะนำให้ใช้กลยุทธ์เข้าซื้อเมื่อราคาปรับตัวลงและขายทำกำไรเมื่อราคาปรับตัวขึ้น (Trading) โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและน่าสนใจลงทุน ได้แก่ กลุ่มพลังงานที่ได้รับอานิสงส์จากทิศทางราคาน้ำมัน กลุ่มสื่อสารที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวสนับสนุนอย่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE รวมถึงกลุ่มปิโตรเคมีและกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นการลงทุนของภาครัฐ

นอกจากนี้ หุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ที่เป็นเป้าหมายของการเก็งกำไรในระยะนี้ ยังประกอบด้วย บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT และ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ซึ่งแม้ปัจจุบัน DELTA จะยังคงติดมาตรการ Cash Balance จนถึงสิ้นเดือน แต่ตามสถิติในอดีตมักจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ดีเสมอจากแรงหนุนของปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

ด้านมุมมองต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จากกรณีที่ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO รายงานกำไรไตรมาสแรกเติบโตกว่า 5% และมีสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลดลงเหลือระดับ 2.1% นั้น ประเมินว่าผลประกอบการไตรมาสแรกของกลุ่มธนาคารส่วนใหญ่จะออกมาในทิศทางบวกจากการเร่งคืนหนี้ของลูกค้ารายใหญ่และรายได้ค่าธรรมเนียม อย่างไรก็ตาม ทิศทางในไตรมาสที่ 2 อาจได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดของสงครามและภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้นักลงทุนกังวลและอาจเกิดแรงขายทำกำไร (Sell on Fact) หลังจากที่หลายธนาคารได้ทยอยขึ้นเครื่องหมาย XD รับปันผลไปแล้ว จึงแนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังและสลับกลุ่มเล่นไปยังภาคอุตสาหกรรมที่มีทิศทางเติบโตชัดเจนกว่า

Back to top button