
คัด 9 หุ้นรับประโยชน์ นโยบาย “ภูมิใจไทย”กระตุ้นเศรษฐกิจ
บล.พาย ตลาดหุ้นไทยมีแรงหนุนจากเสถียรภาพการเมืองหลังเลือกตั้ง คาดรัฐบาลใหม่จัดตั้งได้เร็ว หนุนความเชื่อมั่นตลาด ระยะสั้นมีโอกาสรีบาวด์ เน้นกลุ่มค้าปลีก (BJC, CPALL, CPAXT, HMPRO) รับเหมาก่อสร้าง (STECON) การเงิน (MTC, SAWAD, TIDLOR) และเครื่องดื่ม (ICHI) รับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ PI ระบุในบทวิเคราะห์ว่า เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ประกาศดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน พบว่าออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยถ้อยแถลงภายในระบุว่ากลุ่มที่ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ได้แก่ กลุ่มที่มีพอร์ตการลงทุนในหุ้น แต่หากพิจารณาประชาชนที่ไม่มีพอร์ตการลงทุน พบว่าความเชื่อมั่นค่อนข้างย่ำแย่ โดยถูกกดดันจากราคาสินค้าที่สูง รวมถึงความเสี่ยงที่จะตกงาน สะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการ Disrupt จากเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดูจะไม่ได้สนใจปัจจัยข้างต้นมากนัก นักลงทุนส่วนมากให้น้ำหนักกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่ม Big Tech (Amazon, Alphabet, Microsoft) ที่เปิดเผยงบลงทุน (Capex) สูงถึง 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้ว่านักลงทุนบางส่วนกังวลว่าเงินลงทุนมหาศาลนี้จะสามารถสร้างกำไรกลับมาได้หรือไม่ จึงเลือกที่จะลดความเสี่ยงลง แต่กลับเป็นปัจจัยบวกต่อผู้ให้บริการต้นน้ำและกลางน้ำอย่าง TSMC และ NVIDIA ส่งผลให้ราคาหุ้น NVIDIA ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันศุกร์
สำหรับปัจจัยในประเทศ นักลงทุนให้น้ำหนักกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงประเด็นการเมืองไทย โดยสถิติหลังการเลือกตั้งพบว่าตลาดหุ้นไทยมักตอบรับเชิงบวกในช่วงสัปดาห์แรก ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 3–5% นำโดยกลุ่มค้าปลีกที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น (เฉลี่ย +3–4%) ในช่วง 1 สัปดาห์แรก
ข้อมูลล่าสุดในเช้านี้พบว่า พรรคภูมิใจไทยครองเสียง ส.ส. จำนวน 194 เสียง พรรคประชาชน 116 เสียง พรรคเพื่อไทย 76 เสียง และพรรคกล้าธรรม 57 เสียง ประเมินว่าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีคุณอนุทินดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเช่นเดิม และคาดว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพค่อนข้างมาก ซึ่งตลาดหุ้นมีโอกาสตอบรับเชิงบวกจากปัจจัยดังกล่าว
ภายใต้นโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่โดดเด่นและเกี่ยวข้องกับตลาดหุ้น ได้แก่ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” มองเป็นปัจจัยหนุนหุ้นในกลุ่มค้าปลีก (BJC, CPALL, CPAXT, HMPRO) รวมถึงกลุ่มอื่น ๆ เช่น รับเหมาก่อสร้าง (STECON) กลุ่มเครื่องดื่ม และกลุ่มการเงิน (MTC, SAWAD, CBG, ICHI)
หลังจากนี้รอติดตามการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเชื่อว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นาน วันนี้ประเมินว่า SET Index มีโอกาสปรับขึ้นในกรอบ 1,350–1,380 จุด จากเสถียรภาพรัฐบาลที่ชัดเจน ลดความวุ่นวายทางการเมือง และความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะถัดไป
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน แม้การเมืองจะเป็นปัจจัยบวก แต่ต้องยอมรับว่า SET Index ปรับขึ้นมาแล้ว 8.8% จากจุดต่ำสุดเดิม ถือว่า Price in ประเด็นการเลือกตั้งไปพอสมควรแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังสามารถคาดหวัง Upside ได้อีกเล็กน้อยจากความมั่นคงของรัฐบาล แนะนำเน้นกลยุทธ์ Trading ในหุ้นกลุ่มค้าปลีก (BJC, CPALL, CPAXT, HMPRO) รับเหมาก่อสร้าง (STECON) กลุ่มการเงิน (MTC, SAWAD, TIDLOR) และกลุ่มเครื่องดื่ม (ICHI)

