CGSI ปรับเพิ่มเป้า CREDIT เป็น 27 บาท คาดกำไรปี 69-71 แกร่งรับสินเชื่อโต

CGSI แนะนำ “ซื้อ” CREDIT ปรับราคาเป้าหมายใหม่ 27 บาท หลังโชว์กำไร Q4/68 แตะ 1.18 พันล้าน ดีกว่าคาด 24% มองปี 69-71 โตต่อเนื่อง รับแผนรุกสินเชื่อ Micro SME และมาตรการรัฐหนุน


บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT พร้อมปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 27.00 บาท จากเดิม 26.50 บาท หลังจากธนาคารรายงานผลกำไรสุทธิไตรมาส 4/2568 ที่ 1.18 พันล้านบาท แม้จะลดลง 1.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสก่อน (q-q) ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ถึง 24% ปัจจัยหลักมาจากการตั้งสำรองหนี้สูญที่ต่ำกว่าคาด ส่งผลให้กำไรสุทธิรวมทั้งปี 2568 คิดเป็น 106% ของประมาณการทั้งปี อย่างไรก็ตาม กำไรก่อนตั้งสำรอง (PPOP) ปรับตัวลดลง 4.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 8.2% q-q เนื่องจากการลดลงของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM)

สำหรับภาพรวมการดำเนินงานในไตรมาส 4/2568 สินเชื่อของ CREDIT ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 11.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 2.4% จากไตรมาสก่อน  ในขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ยังควบคุมได้ดี โดยมีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ระดับ 4.2% ทรงตัวเมื่อเทียบกับระดับ 4.23% ในไตรมาส 3/2568

ทั้งนี้ จากการประชุมนักวิเคราะห์ ผู้บริหารของ CREDIT ได้เปิดเผยเป้าหมายทางการเงินสำหรับปี 2569 โดยคาดว่าสินเชื่อจะขยายตัวในอัตราเลขสองหลัก ต่อเนื่องจากการเติบโต 11.6% ในปี 2568 โดยมีกลุ่มสินเชื่อ Micro SME (สัดส่วน 68% ของสินเชื่อรวม) และสินเชื่อที่มีบ้านเป็นหลักประกัน (สัดส่วน 15% ของสินเชื่อรวม) เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก นอกจากนี้ ธนาคารมีแผนกลับมาขยายพอร์ตสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์และไมโครไฟแนนซ์ (สัดส่วน 12% ของสินเชื่อรวม) อีกครั้ง หลังจากที่ได้เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อไปในปี 2568 พร้อมทั้งตั้งเป้าหมาย NIM ในปี 2569 ไว้ที่ 7.5-8.0% และควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ให้อยู่ที่ 42-44%

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ในปี 2569-2570 ขึ้น 5.0-7.3% เพื่อสะท้อนผลประกอบการที่แข็งแกร่งในปี 2568 และเป้าหมายทางการเงินใหม่ของผู้บริหาร นอกจากนี้ ยังได้ปรับลดสมมติฐานอัตราการสำรองหนี้สูญในปี 2569-2570 ลงจาก 2.2% เหลือ 2.0% เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบเป้าหมายของธนาคารที่ตั้งไว้ 1.5-2.0% ซึ่งมองว่าเป็นนโยบายการตั้งสำรองแบบระมัดระวัง (Conservative) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของคุณภาพสินทรัพย์

ดังนั้น ฝ่ายวิเคราะห์จึงปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 27.00 บาท (อิง P/BV 1.1 เท่า ในปี 2569) และยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากมองว่ามูลค่าหุ้นปัจจุบันที่ซื้อขายในระดับ P/BV เพียง 0.65 เท่า ยังมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ที่คาดว่าจะสูงถึง 15.2-16.1% ในช่วงปี 2569-2571 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารที่ 8.5% ส่วนปัจจัยความเสี่ยงที่ต้องติดตามคือคุณภาพสินทรัพย์และการปรับลดดอกเบี้ยของ ธปท. ขณะที่ปัจจัยบวกมาจากความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐที่จะช่วยหนุนกำลังซื้อของลูกหนี้ SME ขนาดเล็ก

Back to top button