
EPG วิ่งต่อ 8% รับกำไร Q3 โตเท่าตัว แตะ 336 ล้านบาท โบรกแนะ “ซื้อ” เป้า 4.10 บ.
EPG ปรับตัวขึ้น 8% หลังประกาศผลกำไรปกติไตรมาส 3 ปีบัญชี 2566/67 อยู่ที่ 336 ล้านบาท โตเท่าตัว จากปีก่อน จากการควบคุมต้นทุนมีประสิทธิภาพและรับรู้ส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น โบรกคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 4.10 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 ก.พ.69) ราคาหุ้น บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ณ เวลา 10:12 น. อยู่ที่ระดับ 3.62 บาท บวก 0.28 บาท หรือ 8.38% ราคาสูงสุด 3.66 บาท ราคาต่ำสุด 3.52 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 19.09 ล้านบาท

ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EPG ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลีเมอร์และพลาสติกแปรรูปชั้นนำของโลก เปิดเผยว่า ในไตรมาส 3 ปีบัญชี 68/69 (ต.ค.-ธ.ค.68) บริษัทมียอดขาย 3,323 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มียอดขาย 3,388 ล้านบาท หรือ ลดลง 2% แต่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 34.5% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 30 – 33% และ มีกำไรสุทธิที่ 336 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
เนื่องจากธุรกิจร่วมทุนในแอฟริกาใต้มีสภาพคล่องดีขึ้น อย่างไรก็ตามไตรมาสนี้ บริษัทได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สำหรับผลการดำเนินงานตาม 3 กลุ่มธุรกิจหลัก มีดังนี้
ธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น ภายใต้แบรนด์ Aeroflex มียอดขาย 1,041 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความต้องการสินค้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนบ้าง ขณะที่ยอดขายลดลง 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากมีวันหยุดยาวในเดือนธันวาคม สำหรับสหรัฐอเมริกา ยอดขายของ Aeroflex USA Inc. เติบโตต่อเนื่อง จากความต้องการสินค้าฉนวนเกรดพรีเมียม
รวมถึง Ultra Low Temperature Insulation และ Air Ducting System โดยเฉพาะจากกลุ่มลูกค้าโครงการในอุตสาหกรรม Semiconductor / Cloud / Data Center และยานยนต์ ซึ่งยังมีการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ส่วนตลาดในประเทศ ยอดขายของแอร์โรเฟลกซ์ทรงตัว สะท้อนภาคเอกชนที่ยังระมัดระวังการลงทุน อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในบางอุตสาหกรรม
แนวโน้มความต้องการสินค้าฉนวนยังเติบโตต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มีโอกาสใหม่จากการลงทุนภาคอุตสาหกรรมตามกระแส Reshoring บริษัทมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มตลาดฉนวนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นและมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง
ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ Aeroklas มียอดขาย 1,497 ล้านบาท ลดลง 12% จากช่วงเดียวกันของปีบัญชีก่อน และ ลดลงร้อยละ 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สะท้อนการฟื้นตัวที่ยังล่าช้าของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งในประเทศไทยและออสเตรเลีย จากกำลังการผลิตและอุปสงค์ตลาดที่ชะลอตัว สำหรับแอร์โรคลาสการผลิตส่งให้แก่กลุ่มลูกค้า OEM ยังคงชะลอตามภาพรวมอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม Aeroklas ใช้ช่วงเวลาดังกล่าวปรับโครงสร้างต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการฟื้นตัวของตลาดในระยะถัดไป ขณะที่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะออสเตรเลียและยุโรป ยังคงเผชิญความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่กดดันการใช้จ่าย โดยตลาดยุโรปยังได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง
สำหรับธุรกิจในออสเตรเลีย ยอดขายของ Aeroklas Asia Pacific Group Pty.,Ltd. (AAPG) ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อน จากวันหยุดยาวในเดือนธันวาคม อย่างไรก็ตาม AAPG มุ่งเน้นการบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด โดยต้นทุนมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
ขณะที่ 4 Way Suspension Products Pty., Ltd. มีผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการสินค้าใหม่ทั้งในตลาดออสเตรเลียและต่างประเทศ
Aeroklas ให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนอย่างรัดกุมและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันภายใต้แรงกดดันของอุตสาหกรรมยานยนต์ในขณะนี้
ธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ภายใต้แบรนด์ EPP มียอดขาย 785 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีบัญชีก่อน และ เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัท อีสเทิร์น โพลีแพค จำกัด มีจุดเด่นจากมาตรฐานต่าง ๆ เช่น มอก./ GMP/ HACCP/ BRC และ FSC (Forest Stewardship Council) จึงเป็นที่ไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมเลือกให้เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก
บริษัทมีต้นทุนขายสินค้าที่ 2,176 ล้านบาท ลดลง 7% จากช่วงเดียวกันของปีบัญชีก่อน และลดลง 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นอัตราการลดลงที่ช้ากว่าการลดลงของยอดขาย โดยบริษัทได้จัดหาวัตถุดิบจากหลายแหล่งผลิตเพื่อรักษาต้นทุนเฉลี่ยของวัตถุดิบให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และจะยังคงมุ่งเน้นการบริหารจัดการต้นทุนขายให้มีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างต่อเนื่อง
โดยในไตรมาสนี้บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ 828 ล้านบาท ลดลง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีบัญชีก่อน และลดลง 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยบริษัทดำเนินการปรับโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจในออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว อยู่ในระยะเริ่มต้นและเริ่มเห็นผลในบางส่วนเท่านั้น โดยผลกระทบเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานโดยรวมยังอยู่ในวงจำกัด
บริษัทมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 35 ล้านบาท โดยในไตรมาสนี้ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลดอลลาร์สหรัฐและแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์ออสเตรเลีย
นอกจากนี้ บริษัทได้รับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ 64 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากการปรับตัวดีขึ้นของผลการดำเนินงานของ บริษัทร่วมในประเทศอินเดีย และประเทศจีน
ดร.เฉลียว กล่าวต่อว่า แม้ต้นทุนปัจจัยการผลิตบางส่วนมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในไตรมาส 4 ปีบัญชี 68/69 (ม.ค.-มี.ค.69) บริษัทมั่นใจว่ายังคงรักษาความสามารถในการทำกำไร และเดินหน้าสร้างการเติบโตให้เป็นไปตามแผนงาน ด้วยโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจน และการเพิ่มประสิทธิภาพในทุกมิติ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคงในปีบัญชี 68/69 ภายใต้นโยบาย ‘USE’ ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับองค์กร
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ผลการดำเนินงานของหุ้น EPG ในไตรมาส 3 ปีบัญชี 2566/67 (ต.ค.–ธ.ค. 2565) มีกำไรปกติอยู่ที่ 330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสก่อนหน้า แม้เป็นช่วงฤดูกาลที่อ่อนตัว (Low Season) และเพิ่มขึ้น 60% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยสูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ 19% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยนักวิเคราะห์ (consensus) 16%
กำไรที่ออกมาดีกว่าคาด มีปัจจัยหลักจากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมในธุรกิจฉนวนกันความร้อนในอินเดียและจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านรายได้รวมเป็นไปตามคาด โดยปรับลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนในทั้ง 3 ธุรกิจ เนื่องจากปัจจัยฤดูกาล ขณะที่ธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ (Aeroklas) มีรายได้ลดลงทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันปีก่อน ตามทิศทางอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นปรับเพิ่มขึ้นเป็น 33.8% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี จากการปรับโครงสร้างต้นทุน
สำหรับธุรกิจฉนวนกันความร้อน (Aeroflex) ยังคงเป็นปัจจัยหนุนหลัก โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 50.3% สูงกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีก่อนที่ 48.7% จากการปรับขึ้นราคาขายตามอุปสงค์ที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกา
ส่วนปัญหาบริษัทร่วมในแอฟริกาใต้ได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว 2 ไตรมาส เหลือเพียงบริษัทย่อย TJM ในออสเตรเลียที่ยังขาดทุนราว 80 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายขายและบริหารในระดับสูง โดยบริษัทอยู่ระหว่างดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างองค์กรและลดรายจ่าย ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการเห็นผลชัดเจน
ทั้งนี้ กำไรปกติในงวด 9 เดือนแรกของปีบัญชี 2566/67 เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน คิดเป็น 84% ของประมาณการกำไรทั้งปี ซึ่งฝ่ายวิจัยระบุว่าอาจมีการปรับประมาณการ พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 4.10 บาท

