
สแกน 10 หุ้นได้-เสียประโยชน์ ดีลหยุดยิง 5 วัน “สหรัฐ-อิหร่าน” พลิกเกมตลาด
บล.ดาโอ ประเมิน SET ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง รับข่าวสหรัฐฯ ชะลอโจมตีโรงไฟฟ้าอิหร่านออกไป 5 วัน ฉุดราคาน้ำมันร่วง เปิดโผหุ้นได้-เสียประโยชน์ ชูรับเหมาฯ ค้าปลีกน้ำมันเด่น ส่วนกลุ่มต้นน้ำ-โรงกลั่นรับผลลบ
บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยบทวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์การลงทุน โดยระบุถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกา (US) ประกาศชะลอการโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านออกไปอีก 5 วัน หลังจากครบกำหนดเส้นตาย 48 ชั่วโมงที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยื่นคำขาดให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ทั้งหมด โดยล่าสุดประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่ามีความคืบหน้าในการเจรจากับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ทางการอิหร่านได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว โดยประธานรัฐสภาอิหร่านยืนยันว่าไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้น และมองว่าเป็นเพียงข่าวปลอมเพื่อบิดเบือนตลาดการเงินและตลาดน้ำมัน เพื่อหลีกหนีจากกับดักที่สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังเผชิญอยู่ ส่งผลให้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะไม่ระบายน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) ออกมาเพิ่มเติมเพื่อทำให้ตลาดพลังงานสงบลงในช่วงสงครามกับอิหร่าน (อ้างอิงข้อมูลจาก Reuters และ Bloomberg)
บล.ดาโอ มีมุมมองเป็นลบต่อแนวโน้มราคาน้ำมันในระยะสั้น โดยวานนี้ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลดลง 10.9% อยู่ที่ระดับ 99.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสะท้อนถึงสถานการณ์สงครามที่มีแนวโน้มคลี่คลายลง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยยังคงเชื่อมั่นว่าราคาน้ำมันจะยังคงผันผวนอยู่ในระดับสูงต่อไปจากการสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่ ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มีโอกาสฟื้นตัว (Rebound) หลังจากที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงถึง -8.6% ในช่วงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 23 มีนาคม 2569 จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ประกอบกับวานนี้ดัชนีดาวโจนส์กลับมาฟื้นตัว และตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ SET มีโอกาสฟื้นตัวตาม
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.ดาโอ มีมุมมองเป็นบวกต่อกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) และหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาปรับตัวลงมาแรงจากข่าวสงคราม โดยกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ (+) ประกอบด้วย กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งมีต้นทุนน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว 1-2% การที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงอาจส่งผลให้ต้นทุนวัสดุอื่นๆ ลดลงด้วย แนะนำ “ซื้อ” หุ้น CK ที่ราคาเป้าหมาย 23.00 บาท ขณะที่กลุ่มค้าปลีกน้ำมันจะได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง ซึ่งมีโอกาสลดแรงกดดันต่อสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าการตลาด แนะนำ “ซื้อ” หุ้น OR (ราคาเป้าหมาย 18.00 บาท) และ PTG (ราคาเป้าหมาย 11.50 บาท)
นอกจากนี้ ยังแนะนำ “ซื้อ” หุ้น EPG (ราคาเป้าหมาย 4.20 บาท) โดยมองว่าแนวโน้มกำไรสุทธิในปีงบการเงิน 2569 จะยังคงเติบโต แม้จะมี Downside จากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่บริษัทมีการล็อกราคาต้นทุนวัตถุดิบล่วงหน้า 3-6 เดือน ช่วยลดความเสี่ยงได้ ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงถึง -23% MTD ทำให้ Valuation มีความน่าสนใจ โดยปัจจุบันเทรดที่ระดับ PBV ราว 0.6 เท่า และหุ้น GPSC (ราคาเป้าหมาย Bloomberg consensus 44.50 บาท) ซึ่งมีรายได้ที่อิงกับราคาก๊าซ (Gas-linked) คิดเป็น 70% สามารถ Pass through ค่าก๊าซที่สูงขึ้นได้ ในขณะที่ค่า Ft มีแนวโน้มถูกปรับขึ้นจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลงแรง -31% MTD ทำให้ Valuation มีความน่าสนใจเช่นกัน
รวมถึงหุ้น OSP แนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 20.00 บาท โดยบริษัทมีต้นทุนพลังงานคิดเป็น 2% ของต้นทุนขาย (COGS) ซึ่งผู้บริหารประเมินว่าหากราคาน้ำมันใกล้เคียงกับช่วงสงครามยูเครน-รัสเซีย จะกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ประมาณ 1% อีกทั้ง OSP มีการรวมศูนย์การผลิตมาที่อยุธยา ทำให้ผลกระทบด้านน้ำมันจำกัดในเบื้องต้น ฝ่ายวิจัยประเมินกำไรปกติในไตรมาส 1/26E จะเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสก่อนหน้า หนุนโดยรายได้รวมที่ขยายตัวจากรายได้ Domestic beverage ที่เติบโตต่อเนื่อง และ International beverage ที่ขยายตัว ประกอบกับ GPM ที่ขยายตัวจากปีก่อน และไตรมาสก่อนหน้า จากประสิทธิภาพ (Efficiency) ที่ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน บล.ดาโอ มีมุมมองเป็นลบ (-) ต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น โดยคาดว่าราคาขายน้ำมันที่ลดลงจะส่งผลลบต่อหุ้นน้ำมัน (โดยเฉพาะพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น) ซึ่งเชื่อว่า PTTEP จะได้รับผลกระทบจากราคาขายน้ำมันเฉลี่ย (Liquid ASP) ที่ปรับตัวลดลงแรง ในขณะที่กลุ่มโรงกลั่นอาจจะเห็นกำไรจากสต๊อกน้ำมัน (Stock gain) ที่เป็นไปได้ว่าจะลดลง ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยแนะนำ “ถือ” หุ้น PTTEP (ราคาเป้าหมาย 120.00 บาท) และ SPRC (ราคาเป้าหมาย 7.50 บาท) ขณะที่แนะนำ “ซื้อ” หุ้น TOP (ราคาเป้าหมาย 50.00 บาท) และ BCP (ราคาเป้าหมาย 40.00 บาท)
