ตลาดกระทิงเริ่มชัด! โบรกคัด 11 หุ้นน่าสะสม โชว์อัพไซด์เกิน 20%

ตลาดหุ้นไทยดีดตัวแรง 6.4% ภายใน 4 วันทำการหลังเลือกตั้ง หนุนมาร์เก็ตแคปพุ่งแตะ 18.2 ล้านล้านบาท กลับมาใหญ่กว่าตลาดตราสารหนี้อีกครั้ง บล.เอเซีย พลัส ประเมินเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นกลาง–เล็ก แนะกลยุทธ์ Let Profit Run พร้อมคัด 11 หุ้นอัพไซด์เกิน 20%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังผ่านพ้นช่วงติดตามปัจจัยการเมืองสำคัญ ตลาดหุ้นไทยตอบรับบรรยากาศความคาดหวังเชิงบวกอย่างชัดเจน โดยดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงในระยะสั้น ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นแตะระดับหลักแสนล้านบาท แรงสนับสนุนสำคัญมาจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าซื้อสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศทยอยสะสมหุ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้หุ้นขนาดใหญ่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นจนระดับมูลค่าเริ่มตึงตัว และเริ่มเห็นสัญญาณการหมุนเวียนเม็ดเงินเข้าสู่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น เพื่อแสวงหาโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะถัดไป

ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 ผ่านพ้นมา 4 วันทำการ ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.4% ในรอบสัปดาห์ (WTD) ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) เพิ่มขึ้นราว 1.2 ล้านล้านบาท จาก 17.0 ล้านล้านบาท สู่ระดับ 18.2 ล้านล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ปัจจัยภายนอกประเทศยังคงมีความผันผวน แต่โครงสร้างตลาดทุนไทยเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยมูลค่าตลาดหุ้นที่ระดับ 18.2 ล้านล้านบาท กลับมามีขนาดใหญ่กว่าตลาดตราสารหนี้ซึ่งอยู่ที่ 18.06 ล้านล้านบาท นับเป็นการพลิกฟื้นจากช่วงก่อนหน้าที่ความเชื่อมั่นนักลงทุนถดถอย จนเม็ดเงินจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ ส่งผลให้ในปี 2568 ตลาดหุ้นมีขนาดเล็กกว่าตลาดตราสารหนี้ อย่างไรก็ตาม ภาพล่าสุดสะท้อนการกลับมาของกระแสเงินลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง

ด้านสภาพคล่อง มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันในรอบสัปดาห์ (WTD) อยู่ที่ 7.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 73% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 4.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 5.15 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 4.0 หมื่นล้านบาท ถือเป็นระดับสภาพคล่องที่เพียงพอในการสนับสนุนทิศทางตลาดในระยะนี้

ภายหลังผ่านพ้นช่วงติดตามปัจจัยการเมืองสำคัญ ตลาดหุ้นไทยตอบรับบรรยากาศความคาดหวังเชิงบวกอย่างชัดเจน โดยดัชนีปรับตัวขึ้นแรงในระยะสั้น พร้อมมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นแตะระดับหลักแสนล้านบาท แรงหนุนสำคัญมาจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าซื้อสุทธิทะลัก ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศเข้าซื้อเพิ่มอีกต่อเนื่อง ส่งผลให้หุ้นขนาดใหญ่ถูกไล่ราคาอย่างคึกคักจนมูลค่าเริ่มตึงตัว และเริ่มเห็นสัญญาณการหมุนเม็ดเงินเข้าสู่หุ้นขนาดกลางและเล็กมากขึ้น เพื่อค้นหาโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะถัดไป

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยแนะนำแนวทาง “Let Profit Run”พร้อมกับแบ่งเงินมาซื้อหุ้นแถว 2 ที่ UPSIDE ยังเปิดกว้างเกิน 20% คือ บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD ให้ราคาเป้าหมาย 13 บาท มีอัพไซด์ 58.54%, บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 ให้ราคาเป้าหมาย 31.13 บาท มีอัพไซด์ 54.09%, บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ให้ราคาเป้าหมาย 8.25 บาท มีอัพไซด์ 51.42%, บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ให้ราคาเป้าหมาย 2.75 บาท มีอัพไซด์ 43.78%, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS ให้ราคาเป้าหมาย30.00 บาท มีอัพไซด์ 42.18%,

บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ให้ราคาเป้าหมาย 52.00 บาท มีอัพไซด์ 34.19%, บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANB ให้ราคาเป้าหมาย 5.70 บาท มีอัพไซด์ 33.16%, บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG ให้ราคาเป้าหมาย 62.00 บาท มีอัพไซด์ 30.53%, บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP ให้ราคาเป้าหมาย 12.00 บาท มีอัพไซด์ 29.73% , บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR ให้ราคาเป้าหมาย 24.00 บาท มีอัพไซด์ 26.32%, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ให้ราคาเป้าหมาย 50.00 บาท มีอัพไซด์ 21.21%เป็นต้น

Back to top button