ยสท. รับลูกนายก “อนุทิน” ลุยปราบบุหรี่เถื่อน ยึด 20 ล้านมวนล็อตหาดใหญ่

ยสท. รับลูก “นายกฯ อนุทิน” ประกาศยุทธศาสตร์เชิงรุก สู้ภัยบุหรี่เถื่อน ปราบปรามเข้ม รักษารายได้รัฐ ปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบไทย หลังการจับกุมบุหรี่เถื่อน 20 ล้านมวนที่หาดใหญ่ ค่าปรับนับพันล้านบาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีล่าสุดที่มีการจับกุมบุหรี่เถื่อนจำนวนมากถึง 20 ล้านมวนที่หาดใหญ่ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งนับเป็นการจับกุมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี โดยชุดปฏิบัติการพิเศษ กรมการปกครองได้ประเมินค่าปรับที่สูงถึงพันล้านบาท  โดยนายกอนุทินลงหาดใหญ่ไปแถลงข่าวด้วยตนเองและเน้นย้ำให้ปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เป็นการส่งสัญญาณให้เห็นถึงปัญหาความรุนแรงของบุหรี่ผิดกฎหมายที่ระบาดไปทั่วประเทศ

ตอกย้ำสถานการณ์บุหรี่ผิดกฎหมายในประเทศไทยที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 28% ของการบริโภคทั้งหมดภายในประเทศ นำไปสู่การสูญเสียรายได้ของรัฐอย่างมหาศาล ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้รายได้จากการจำหน่ายบุหรี่ลดลงกว่า 43% และกำไรหดตัวถึง 94% เหลือเพียง 504 ล้านบาท จากเดิมในปี 2560 ที่เคยมีกำไรสูงถึง 8,900 ล้านบาท

การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) จึงประกาศ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อแก้ไขปัญหาบุหรี่ผิดกฎหมายและรักษาผลประโยชน์ชาติ ผ่านการปราบปรามอย่างเข้มข้น การบริหารจัดการสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ และการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจเพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคต

นายภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า ปัญหาใหญ่ของอุตสาหกรรมยาสูบไทย คือบุหรี่ผิดกฎหมาย ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วจากส่วนต่างราคาที่ดึงดูดและช่องโหว่ของการลักลอบนำเข้า โดยบุหรี่ถูกกฎหมายมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 65-70 บาทต่อซอง ขณะที่บุหรี่ผิดกฎหมายมีราคาถูกกว่ามาก เพียง 25-30 บาทต่อซองเท่านั้น ช่องว่างดังกล่าวสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคบางส่วนหันไปเลือกสินค้าผิดกฎหมาย ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ภาษีสรรพสามิต และผู้ประกอบการในระบบ

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีการปิดด่านชายแดนกัมพูชา บุหรี่ผิดกฎหมายครองตลาดไปแล้วถึง 28% แต่หลังปิดด่านกลับลดลงเพียง 3% เท่านั้น สะท้อนว่ายังมีการลักลอบผ่านช่องทางอื่น เนื่องจากผลตอบแทนสูงเกินคุ้ม โดยมีต้นทุนเพียง 10 บาทต่อซอง แต่สามารถขายได้ 28–30 บาท กำไรมากกว่าเท่าตัว และแม้จะถูกจับดำเนินคดี ก็ยังเหลือกำไร ทำให้ผู้ลักลอบเห็นว่ายังคุ้มค่าและไม่หยุดลักลอบนำเข้า

เพื่อรับมือกับสถานการณ์บุหรี่ผิดกฎหมาย ยสท. ได้จัดตั้งกลไกเฉพาะกิจด้านการป้องกันและปราบปราม พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานหลักต่าง ๆ เช่น กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฝ่ายทหาร และฝ่ายปกครอง เข้ามาช่วยปราบปราม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าและการกระจายสินค้า พร้อมเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง

ยสท. ประกาศนโยบายชัดเจน “ไม่ปรับลดโควตาการรับซื้อใบยาสูบ”แม้ยอดจำหน่ายบุหรี่ในประเทศจะลดลงกว่า 43% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการปรับโครงสร้างภาษี เพื่อสร้างความมั่นใจแก่เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบและผู้บ่มอิสระทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นต้นน้ำสำคัญของอุตสาหกรรม

โดย ยสท. วางแผนรักษาระดับการรับซื้อใบยาสูบไปอีกอย่างน้อย 3 ปี หรือจนถึงปี 2571 ซึ่งในอนาคตหากต้องปรับลดโควตา จะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เกษตรกรมีเวลาปรับตัว และไม่เกิดเหตุการณ์ตัดโควตาแบบฉับพลันเหมือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ ยสท. พร้อมแบกรับภาระสต๊อกชั่วคราวเพื่อเป็นบัฟเฟอร์แทนเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ยสท. เคยเผชิญปัญหาใบยาสูบค้างสต๊อกสูงถึง 30 เดือน จนต้องปรับลดโควตาการรับซื้อในช่วงปี 2561–2564 แต่ปัจจุบันสามารถระบายสต๊อกลงเหลือเพียง 18 เดือน ซึ่งอยู่ในระดับสมดุล ทำให้สามารถกลับมารับซื้อได้ตามปริมาณการจำหน่ายจริงในปัจจุบัน สะท้อนถึงประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลังที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ยสท. ยังวางแผนรับมือกับปัญหาสังคมสูงวัยในภาคการเกษตรในระยะยาว โดยการจัดทำฐานข้อมูลอายุและทายาทของชาวไร่ เพื่อวางแผนหาคนรุ่นใหม่เข้ามาเสริมทดแทนในอนาคต

ในปี 2569 ยสท. พร้อมเดินหน้าสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ผ่านการดำเนินงาน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

1.การรักษาฐานตลาดในประเทศ ถึงแม้การบริโภคบุหรี่ลดลงจากนโยบายสาธารณสุข พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และการขยายตัวของบุหรี่ผิดกฎหมาย แต่ ยสท. ยังคงพยายามรักษาเสถียรภาพตลาดภายในประเทศ โดยตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากในประเทศ ราว 78%

2.การส่งออก (Export) ผลิตภัณฑ์บุหรี่ ใบยา และสินค้าที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายตลาด และชดเชยรายได้ที่ลดลงในประเทศ

3.การดำเนินธุรกิจ Non-Cigarette จากขยายฐานรายได้จากธุรกิจเดิมและธุรกิจใหม่ เช่น ธุรกิจโรงพิมพ์ อสังหาริมทรัพย์ ผลิตภัณฑ์เครื่องหอม ผลิตภัณฑ์ใหม่ และโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาล จะปรับบทบาทจากเดิมที่ให้บริการสวัสดิการพนักงาน มาเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบ โดยร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาฯ ตั้ง “โรงพยาบาลสวนเบญจกิติ” เพื่อดูแลสุขภาพผู้สูงอายุและศูนย์สุขภาพ (Wellness) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูงและสอดรับกับเทรนด์สุขภาพ

  1. ธุรกิจ New S-Curve แห่งอนาคต โดยเตรียมเปิดโรงงานสกัดสารนิโคตินเพื่อใช้ทางการแพทย์และการส่งออก พร้อมร่วมวิจัยกับโรงพยาบาลจุฬาฯ ในการพัฒนาใบยาสูบเป็นยารักษามะเร็ง ซึ่งอยู่ระหว่างการทดลองในมนุษย์ ตั้งเป้าโรงงานแล้วเสร็จภายในปี 2570 รวมถึง การขยายไร่ซิการ์ (Cigar) การพัฒนาผลิตภัณฑ์แผ่นแปะนิโคติน (Nicotine Patch) และการบริหารจัดการยาเส้น ปรับจากผู้ผลิตมาเป็นผู้จัดการจัดซื้อ เพื่อคุมเสถียรภาพราคา ช่วยเกษตรกร และกันปัญหาขาดโควตาใบยา ก่อนส่งต่อให้เอกชน

นับเป็นความจำเป็นในการปรับตัว เพื่อรักษารายได้รัฐ การสร้างสมดุลระหว่างความรับผิดชอบต่อสังคมกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจขององค์กรในระยะยาว

“การแก้ไขปัญหาบุหรี่ผิดกฎหมาย ไม่ใช่เพียงการรักษาผลประโยชน์ทางการค้า แต่เป็นการปกป้องรายได้ภาครัฐ เสริมเสถียรภาพอุตสาหกรรม และค้ำจุนความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบไทย พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุก ทั้งการปราบปรามบุหรี่เถื่อน การจัดการสต๊อก และการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว” นายภูมิจิตต์ กล่าว

Back to top button