“ไทยช่วยไทย” 30 ล้านสิทธิทะลักวันแรก ลุ้นหนุนหุ้น “ค้าปลีก–บริโภค”

มาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เปิดลงทะเบียนวันแรกคึกคัก หลัง 30 ล้านสิทธิได้รับความสนใจสูง โบรกมองบวกต่อหุ้นค้าปลีก–บริโภค นำโดย BJC, CPALL, CPAXT, CPN, ERW และ TNP รับแรงหนุนกำลังซื้อฟื้นตัวในระยะสั้น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการคลังได้เปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” อย่างเป็นทางการ โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนรับสิทธิตั้งแต่วันที่ 25–29 พฤษภาคม 2569 ระหว่างเวลา 06:00–22:00 น. เพื่อรับวงเงินช่วยเหลือค่าครองชีพจำนวน 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายไม่เกิน 30 ล้านคน คิดเป็นวงเงินงบประมาณรวมราว 175,000 ล้านบาท

ด้านความคืบหน้าโครงการ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ณ เวลา 17.00 น. มีประชาชนลงทะเบียนแล้วรวม 23,755,197 คน แบ่งเป็นผู้ลงทะเบียนรายเดิม 18,012,406 คน และรายใหม่ 5,742,791 คน โดยผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว 5,357,641 คน และไม่ผ่านเกณฑ์ 385,150 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้ที่เคยผิดเงื่อนไขโครงการเดิม

ส่วนบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC มีแนวโน้มฟื้นตัว โดยให้ราคาเป้าหมาย Consensus ที่ 16.47 บาท พร้อมประเมินภาพทางเทคนิคอยู่ในลักษณะ Sideway สร้างฐาน โดยมีสัญญาณเชิงบวกจากกราฟรายสัปดาห์ในลักษณะ MACD Bullish Divergence กำหนดแนวรับที่ 14.10 บาท และแนวต้านที่ 14.60–14.80 บาท หากผ่านได้มีโอกาสทดสอบระดับ 16 บาท ขณะที่กำหนดจุดตัดขาดทุนที่ 13.80 บาท

ทั้งนี้ มองว่าหุ้น BJC มีแนวโน้มได้รับ Sentiment เชิงบวกจากมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีผลในเดือนมิถุนายน โดยธุรกิจค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นมีศักยภาพในการส่งผ่านต้นทุนเงินเฟ้อไปยังผู้บริโภคได้บางส่วน ส่งผลบวกต่อยอดขายสาขาเดิม (SSSG)

ขณะที่ด้านมูลค่า (Valuation) ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ โดยซื้อขายที่ PBV ราว 0.47 เท่า ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และนักวิเคราะห์ Consensus คาดกำไรปี 2569 เติบโตประมาณ 9% พร้อมคาดอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ราว 4.5%

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมอง “เป็นกลาง” ต่อหุ้น BJC ภายหลังการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 17.00 บาท โดยระบุว่า บริษัทยังคงเดินหน้าลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการปรับปรุงวัตถุดิบ การลงทุนด้านระบบอัตโนมัติ (Automation) และการติดตั้ง Solar Rooftop มากกว่า 500 แห่ง เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง

ขณะเดียวกัน ธุรกิจ Packaging และ MMVN ยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญจากการฟื้นตัวของยอดขายกาแฟ การเติบโตของการส่งออก การขยายฐานลูกค้าใหม่ รวมถึงผลประกอบการของ MMVN ที่เริ่มรับรู้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569

ด้านธุรกิจ MSC มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากช่องทาง E-commerce, Donjai และสินค้า Private Label โดยสัดส่วนยอดขาย Private Label ในไตรมาส 1/2569 ทำระดับสูงสุดใหม่ที่ 17.4% และคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ปรับเป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปี 2569 จากเดิมคาดเพิ่มขึ้น 10–20 basis points เป็นทรงตัวหรืออาจลดลงเล็กน้อย จากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และการรวมธุรกิจโรงแก้วในต่างประเทศ แม้จะมีมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพบรรจุภัณฑ์และการใช้วัสดุทดแทนพลาสติกช่วยลดผลกระทบ

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569–2570 ที่ระดับ 4.4 พันล้านบาท และ 4.6 พันล้านบาท เติบโตเฉลี่ยราว 4% ต่อปี โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจ PSC และการขยายตัวของ MSC ขณะที่คาดว่า SSSG จะกลับมาเป็นบวกที่ 1.5% และ GPM ขยับขึ้นสู่ระดับ 20.5%

นอกจากนี้ ยังมองว่าหุ้น BJC มีโอกาสได้รับปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ซึ่งอาจช่วยชดเชยแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและความไม่แน่นอนในต่างประเทศ โดยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นปรับตัวต่ำกว่าตลาด (Underperform SET) ประมาณ 17% และซื้อขายที่ PER ปี 2569 ราว 13 เท่า ซึ่งยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจเชิงพื้นฐาน

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า SET Index มีแนวโน้มเปิดกระโดด (Gap up) และแกว่งตัวในแดนบวกในกรอบ 1,535–1,550 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่เริ่มเปิดลงทะเบียนในวันนี้ โดยแนะนำหุ้นเด่น ได้แก่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และบริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว ได้แก่ CPAXT และ BJC โดยหุ้นกลุ่มนี้มีระดับราคาปรับฐานลงมาค่อนข้างมาก และยังได้แรงหนุนจากแนวโน้มการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

Back to top button