BH วิ่งต่อ 4% ขานรับกำไรปี 68 แตะ 7.5 พันล้านบาท บอร์ดเคาะปันผล 9 บาท

BH ปรับตัวขึ้น 4% หลังรายงานผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิ 7,512 ล้านบาท แม้รายได้ชะลอเล็กน้อย พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 9 บาท เตรียมขึ้น XD 17 มี.ค.69 สะท้อนฐานะการเงินแข็งแกร่ง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 ก.พ.69) ราคาหุ้น บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ณ เวลา 11:16 น. อยู่ที่ระดับ 197 บาท บวก 7.50 บาท หรือ 3.96% ราคาสูงสุด 198.50 บาท ราคาต่ำสุด 192.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 825.48 ล้านบาท

หลังบริษัทประกาศผลการดำเนินงานปี 2568 หุ้น BH มีรายได้รวม 25,449 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.6 จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 7,512 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.4 จากปีก่อนหน้า โดยยังคงรักษาระดับความสามารถในการทำกำไรได้ในระดับสูง คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 29.5

ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 6,559 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,885 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 28.7

นอกจากนี้คณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญและผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ ในอัตราหุ้นละ 9.00 บาท (มูลค่าที่ตราไว้ 1.00 บาทต่อหุ้น) โดยจ่ายจากผลกำไรงวดดำเนินงานวันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 และกำไรสะสม แบ่งเป็นการจ่ายจากกำไรสุทธิส่วนที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (NON-BOI) ในอัตรา 8.64 บาทต่อหุ้น และส่วนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในอัตรา 0.36 บาทต่อหุ้น

ทั้งนี้ บริษัทกำหนดวันรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record date) ในวันที่ 18 มีนาคม 2569 และกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD (วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล) ในวันที่ 17 มีนาคม 2569 โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยบทวิเคราะห์เกี่ยวกับ BH ว่า บริษัทรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ที่ 1.90 พันล้านบาท ใกล้เคียงกับที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ โดยปรับตัวลดลง 7.40% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 0.90% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากรายได้รวม 6.50 พันล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 1.00% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

โครงสร้างรายได้ยังคงมีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยชาวไทยอยู่ที่ 32.90% ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ 33.20% แต่ลดลงจาก 35.50% ในไตรมาส 4 ปี 2567 โดยรายได้จากผู้ป่วยชาวไทยอ่อนตัวลง 6.30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติเติบโต 5.00% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่มผู้ป่วยตะวันออกกลางที่เติบโต 16.60% และเมียนมาที่เติบโต 25.50%

อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Margin) ในไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ที่ 38.80% ลดลงจาก 41.50% ในไตรมาส 3 ปี 2568 ตามปัจจัยฤดูกาล แต่เพิ่มขึ้นจาก 36.80% ในไตรมาส 4 ปี 2567 สะท้อนการรักษาระดับอัตรากำไรที่แข็งแกร่งจากการควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านบุคลากรและระบบซัพพลายเชน

สำหรับผลประกอบการทั้งปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 7.15 พันล้านบาท ลดลง 3.40% จากปีก่อน โดยมีรายได้รวม 2.50 หมื่นล้านบาท ลดลง 1.90% จากปีก่อน จากรายได้ผู้ป่วยต่างชาติที่ลดลง 2.00% ขณะที่ EBITDA Margin อยู่ที่ 39.90% ใกล้เคียงกับปี 2567 ที่ 39.60%

ฝ่ายวิจัยคาดว่าในปี 2569 รายได้จะเติบโตต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน จากการขยายตัวของผู้ป่วยต่างชาติ และคาดว่าจะยังสามารถรักษาอัตรากำไรให้อยู่ในระดับสูงได้

ทั้งนี้ บล.ทรีนีตี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 205.00 บาท ด้วยวิธีการประเมินมูลค่าแบบกระแสเงินสดคิดลด (DCF) อิงอัตราค่าเฉลี่ยต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (WACC) ที่ 7.50% โดยคาดว่ากำไรไตรมาส 1 ปี 2569 จะยังเติบโตได้ดีต่อเนื่อง จากการเติบโตของกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติที่มีการกระจายตัวของประเทศมากขึ้น ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและเสริมความแข็งแกร่งของฐานรายได้

Back to top button