IRPC ชูกลยุทธ์ 4R ฝ่าวิกฤตปิโตรเคมี ดัน EBITDA ปี 68 โตแตะ 6.2 พันล้าน เคาะปันผล 0.01 บาท

IRPC เผยปี 68 ขาดทุนสุทธิลดลง 31% เหลือ 3,571 ลบ. ฝ่าวิกฤตปิโตรเคมีด้วยกลยุทธ์ 4R ดัน EBITDA ทะลุ 6.2 พันลบ. ชู Domestic First ลุยโปรดักส์มาร์จิ้นสูง บอร์ดเคาะปันผล 0.01 บ./หุ้น ชง AGM 7 เม.ย. 69


นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในปี 2568 ยังคงเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างจากภาวะอุปทานส่วนเกิน การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ความผันผวนของราคาพลังงานจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนทางการค้า รวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ยังคงซบเซา ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรของอุตสาหกรรมอยู่ในระดับจำกัด

อย่างไรก็ตาม ตลอดปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการเชิงรุกด้านการบริหารเงินทุน ปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการดำเนินงาน พร้อมบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน โดยได้จัดตั้ง “Crisis War Room” เพื่อติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดอย่างใกล้ชิด รวมถึงเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศ หรือ “Domestic First” เพื่อรับมือกับความผันผวนได้อย่างทันท่วงที กลยุทธ์ดังกล่าวมีส่วนช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขัน ลดความผันผวนของผลประกอบการ และต่อยอดสู่ธุรกิจและนวัตกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษและวัสดุขั้นสูง ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนและพลังงานสะอาด

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ขับเคลื่อนองค์กรผ่านการดำเนินงานตามกรอบกลยุทธ์ 4R ที่สำคัญ ประกอบด้วย:

Recapitalize (สร้างทุน): เสริมความแข็งแกร่งทางการเงินโดยบริหารจัดการทรัพย์สินให้เกิดรายได้ ปรับโครงสร้างการลงทุนและหยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร โดยในปี 2568 บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการออกและเสนอขายหุ้นกู้ รวมถึงหุ้นกู้ดิจิทัล มูลค่ารวม 11,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้ปรับโครงสร้างการลงทุนด้วยการจำหน่ายหุ้น 40% ในบริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล เอสเตท ระยอง จำกัด (WHAIER) ให้แก่ บมจ. ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ (WHAID) มูลค่า 896 ล้านบาท (ดำเนินการแล้วเสร็จในไตรมาส 1/2569) รวมทั้งร่วมกับพันธมิตรดำเนินโครงการโรงพยาบาลและศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ จ.ระยอง ตลอดจนบริหารจัดการให้เช่าที่ดิน 716 ไร่ อ.จะนะ จ.สงขลา แก่บริษัท ไออาร์พีซี คลีน พาวเวอร์ จำกัด (IRPCCP) ระยะเวลา 30 ปี เพื่อพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 74.88 เมกะวัตต์ และขายที่ดินในเขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี เนื้อที่รวม 32 ไร่ ให้แก่ IRPCCP

Revitalize (สร้างพลัง): ยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจหลักผ่านโครงการ Performance Uplift ซึ่งในปี 2568 สามารถสร้าง EBITDA ได้ถึง 1,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด โดยธุรกิจปิโตรเลียมได้เพิ่มมูลค่าผ่านการผลิตน้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 และน้ำมันอากาศยาน Jet A-1 ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีได้เร่งปรับพอร์ตสู่ผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Products) โดยในปี 2568 สามารถเพิ่มสัดส่วนเป็น 40% ของยอดจำหน่ายทั้งหมด จากเป้าหมาย 60% ภายในปี 2573 พร้อมเตรียมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการใหม่ในปี 2569 เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการแพทย์ ยานยนต์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิด Rematerial

Reframe (สร้างคน): บูรณาการความยั่งยืนและดิจิทัลเข้ากับกลยุทธ์องค์กร พร้อมปรับโครงสร้างและพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดรับกับทิศทางธุรกิจใหม่

Reinvent (สร้างอนาคต): ขยายการลงทุนสู่ธุรกิจปลายน้ำและธุรกิจมูลค่าเพิ่ม ยกระดับจากผู้ผลิตสู่การเป็น “Solution Provider” ที่มุ่งเน้นการให้คำปรึกษาควบคู่บริการแบบครบวงจร ล่าสุดได้ร่วมกับพันธมิตรเปิดตัว “Graphenix X KleanTeQ” นวัตกรรมสิ่งทออัจฉริยะ (Smart Textile) ที่ผสานเทคโนโลยี Graphene Ink ของบริษัทฯ เพื่อขยายตลาดสู่ผู้บริโภคในอนาคต

ผลประกอบการปี 2568 ขาดทุนลดลง 31% สำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 232,671 ล้านบาท ลดลง 49,040 ล้านบาท หรือลดลง 17% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยลดลง 14% ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลง และปริมาณขายที่ลดลง 3% อย่างไรก็ดี บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) อยู่ที่ 21,549 ล้านบาท หรือ 8.82 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน

ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำมันดิบในปี 2568 ได้รับปัจจัยกดดันจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ต่อประเทศคู่ค้า และอุปทานที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มโอเปกพลัส ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับลดลง ทำให้เกิดผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 3,382 ล้านบาท (1.38 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล) ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) ที่ 18,221 ล้านบาท หรือ 7.46 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3% เทียบกับปีก่อน และมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 6,204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,728 ล้านบาทจากปีก่อน

นอกจากนี้ ในปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรจากการทำสัญญาอนุพันธ์ทางการเงิน 271 ล้านบาท จากค่าเงินบาทที่แข็งค่า (เทียบกับปีก่อนที่ขาดทุน 5 ล้านบาท) มีกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน 205 ล้านบาท และมีกำไรจากการด้อยค่าและจำหน่ายทรัพย์สิน 668 ล้านบาท (ส่วนใหญ่มาจากการกลับรายการด้อยค่าเงินลงทุนของบริษัทร่วม) เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่บันทึกขาดทุน 553 ล้านบาท จากปัจจัยทั้งหมด ส่งผลให้ปี 2568 บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 3,571 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นยอดขาดทุนที่ลดลงจากปี 2567 ถึง 31%

เจาะงบไตรมาส 4/2568 เมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 กับไตรมาส 3/2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 55,707 ล้านบาท ลดลง 4% (2,231 ล้านบาท) สาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยลดลง 5% แม้ปริมาณขายจะเพิ่มขึ้น 1% ก็ตาม โดยมี Market GIM อยู่ที่ 6,951 ล้านบาท (11.56 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล) เพิ่มขึ้น 27% จากไตรมาสก่อน

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบดูไบที่ลดลงจากการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัส ทำให้เกิดขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 1,918 ล้านบาท ส่งผลให้มี Accounting GIM จำนวน 4,508 ล้านบาท ลดลง 25% และมี EBITDA จำนวน 1,356 ล้านบาท ลดลง 1,673 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 นอกจากนี้ บริษัทฯ มีต้นทุนทางการเงินสุทธิ 498 ล้านบาท (ลดลง 131 ล้านบาท เนื่องจากดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้น) มีกำไรจากการด้อยค่าและจำหน่ายทรัพย์สิน 243 ล้านบาท และกำไรจากการลงทุน 266 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 83%) ส่งผลให้ไตรมาส 4/2568 บันทึกผลขาดทุนสุทธิ 574 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 3/2568 ที่มีกำไรสุทธิ 340 ล้านบาท

แนวโน้มอุตสาหกรรมปี 2569 ภาพรวมตลาดน้ำมันดิบในปี 2569 คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะเคลื่อนไหวในกรอบ 60–70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยมีแรงหนุนจากความต้องการใช้ในภาคการเดินทาง ขนส่ง และปิโตรเคมี อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายด้านอุปทานจากการที่กลุ่มโอเปกพลัสมีแนวโน้มปรับเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด รวมถึงปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียจากสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบการส่งออกราว 1–2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ด้านภาพรวมตลาดปิโตรเคมี คาดว่าความต้องการในปี 2569 จะทรงตัวใกล้เคียงปี 2568 สอดคล้องกับประมาณการเศรษฐกิจโลกของ World Bank ที่ขยายตัว 2.6% โดยกลุ่มบรรจุภัณฑ์และเครื่องใช้ไฟฟ้ายังมีแนวโน้มเติบโต ขณะที่สินค้าคงทนอาจเติบโตอย่างจำกัด ด้านอุปทานยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ในจีน ทำให้ภาวะล้นตลาดยังคงอยู่ ซึ่งต้องติดตามมาตรการกีดกันทางการค้าอย่างใกล้ชิด

ตอกย้ำความยั่งยืน-เคาะจ่ายปันผล นอกเหนือจากการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ ยังยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการสำคัญ อาทิ From Wastes to Walk และ We Care by IRPC ส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น สมาชิก Dow Jones Sustainability Indices ต่อเนื่อง 12 ปี, รางวัล SET Awards ด้านนวัตกรรม, Thailand Energy Awards และประเมิน CG ระดับ “ดีเลิศ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 17

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ในอัตรา 0.01 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงินประมาณ 204 ล้านบาท โดยจะนำเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) เพื่อพิจารณาอนุมัติในวันที่ 7 เมษายน 2569 ต่อไป

Back to top button