
PTT โกยกำไรปี 68 แตะ 9 หมื่นล้าน เคาะปันผล 1.40 บาท ขึ้น XD 5 มี.ค.นี้
PTT โชว์กำไรปี 68 แตะ 90,166 ล้านบาท รับอานิสงส์บุ๊กกำไรพิเศษกว่า 1.4 หมื่นล้าน พร้อมใจป้ำแจกปันผลรวม 1.40 บาท/หุ้น ขึ้น XD 5 มี.ค. จ่ายเงิน 28 เม.ย. 69
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4 และงวดปี 2568 มีกำไรสุทธิ ดังนี้
โดยในไตรมาส 4/2568 มีกำไรสุทธิ 25,534 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 100 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 9,311 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นร้อยละ 29.1 จากไตรมาส 3/2568 ที่ 19,784 ล้านบาท ปัจจัยหนุนหลักมาจากการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ (Non-recurring Items) สุทธิภาษีตามสัดส่วนเป็นผลกำไรราว 9,300 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากกำไรจากการจำหน่ายและเปลี่ยนแปลงสถานะเงินลงทุนในบริษัท Lotus Pharmaceutical ของ PTTGM ขณะที่งวดเดียวกันของปีก่อนมีขาดทุนพิเศษราว 5,000 ล้านบาทจากการด้อยค่าสินทรัพย์ของ PTTAC และไตรมาส 3/2568 มีกำไรพิเศษเพียง 900 ล้านบาทจากการซื้อคืนหุ้นกู้ของ TOP และขายหุ้น AEPL ของ GPSC
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณากำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) ในไตรมาส 4/2568 ทำได้ 74,892 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 19.7 จากปีก่อน และลดลงร้อยละ 12.7 จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่มีรายได้ลดลงตามราคาขายในตลาดโลก รวมถึงกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืนที่กำไรขั้นต้นของ GPSC ลดลงจากการสิ้นสุดสัญญา SPP กับ กฟผ. ปริมาณขายไฟฟ้าและไอน้ำที่ลดลง และ Energy margin ของกลุ่ม IPP ที่ปรับลง ตลอดจนกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่รับรู้ขาดทุน Mark-to-market สินค้าระหว่างขนส่ง และกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติที่ผลการดำเนินงานอ่อนตัวลงจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ และธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ เนื่องจากราคาขายและปริมาณขายรวมที่ปรับตัวลดลง
สำหรับผลการดำเนินงานงวดปี 2568 ปตท. และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิรวม 90,166 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 94 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.1 จากปี 2567 ที่ 90,072 ล้านบาท แม้ว่า EBITDA รวมทั้งปีจะอยู่ที่ 332,849 ล้านบาท ปรับลดลง 63,385 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.0 สาเหตุที่กำไรสุทธิยังทรงตัวได้ เป็นผลจากการรับรู้ Non-recurring Items สุทธิเป็นกำไรราว 14,400 ล้านบาท โดยหลักมาจากการจำหน่ายเงินลงทุนใน Lotus และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมจากการเข้าซื้อกิจการในราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมจากการซื้อและควบรวมโรงกลั่นของกลุ่มเชลล์ในสิงคโปร์ของ TOP สวนทางกับปี 2567 ที่มีขาดทุนพิเศษ 4,400 ล้านบาท (จากด้อยค่า PTTAC สุทธิกับส่วนแบ่งกำไรขายเงินลงทุนใน AMOLH และกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ให้ PE LNG ของ PTTLNG)
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานปกติของปี 2568 ที่ชะลอตัว เป็นผลจากกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมถึงกลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่นที่เผชิญแรงกดดันจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และปริมาณขายที่ลดลง แม้ Market GRM จะเพิ่มขึ้น โดยในปี 2568 ปตท. มีผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันสุทธิรวมราว 12,000 ล้านบาท (ลดลงจากปีก่อนที่ขาดทุน 13,000 ล้านบาท) นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติยังอ่อนตัวลงจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ ประกอบกับ PTTLNG มีการลดสัดส่วนถือหุ้นใน LMPT2 เหลือร้อยละ 50.0 เมื่อ 30 เม.ย. 2567 และ PTTNGD มีราคาขายที่ลดลงตามราคาอ้างอิง แม้ธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ จะมีกำไรดีขึ้นจากการนำค่าปรับ Shortfall จำนวน 4,300 ล้านบาทมาคำนวณเป็นส่วนลดราคา Pool Gas ตามคำสั่ง กกพ. ในช่วงต้นปีก็ตาม
พร้อมกันนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดจากกำไรสะสมให้กับผู้ถือหุ้นสามัญ (มูลค่าที่ตราไว้ 1.00 บาทต่อหุ้น) รวมในอัตรา 1.40 บาทต่อหุ้น แบ่งเป็น การจ่ายปันผลปกติอัตรา 1.20 บาท (จากกำไรส่วน NON-BOI 1.17 บาท และ BOI 0.03 บาท) และการจ่ายเงินปันผลพิเศษอีก 0.20 บาท (จากกำไรส่วน NON-BOI ทั้งจำนวน) โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมายไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record date) วันที่ 6 มีนาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 28 เมษายน 2569


