LPH กำไรปี 68 โต 151% เฉียด 200 ล้านบาท แจกปันผล 0.10 บาท XD 29 เม.ย.นี้

LPH โชว์งบปี 68 สุดแกร่ง กวาดกำไรสุทธิ 196 ลบ. พุ่ง 151% รายได้รวมโตทะลุ 2.6 พันลบ. รับอานิสงส์ประกันสังคม-บริษัทย่อยหนุน พร้อมบริหารต้นทุนเฉียบ บอร์ดไฟเขียวปันผล 0.10 บาท/หุ้น ขึ้น XD 29 เม.ย.นี้


บริษัท โรงพยาบาล ลาดพร้าว จำกัด (มหาชน) หรือ LPH รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4 และงวดประจำปี 2568 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

 

โดยบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวมในปี 2568 จำนวน 2,614.3 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.3 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาซึ่งมีรายได้รวม 2,436.2 ล้านบาท แม้จะอยู่ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่ด้วยนโยบายการควบคุมและบริหารต้นทุน ค่าใช้จ่าย รวมถึงต้นทุนทางการเงินอย่างเข้มงวดของกลุ่มกิจการ ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ประจำปี 2568 เติบโตสูงถึง 196.6 ล้านบาท หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 151.5 คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.27 บาท พร้อมกันนี้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) สำหรับธุรกิจโรงพยาบาลและธุรกิจบริการยังปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 28.6 จากร้อยละ 24 ในปีก่อนหน้า และมีกระแสเงินสดรับจากกิจกรรมดำเนินงานเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 32.9

สำหรับรายได้หลักจากการดำเนินกิจการรักษาพยาบาลและการบริการในปี 2568 มีจำนวน 2,585.2 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่องร้อยละ 7.6 โดยแบ่งเป็นรายได้จากกิจการโรงพยาบาล 2,095.3 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8) ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนหลักจากรายได้โครงการประกันสังคมที่เติบโตขึ้นร้อยละ 8.2 จากการขยายขอบเขตบริการส่งเสริมสุขภาพ เพิ่มจำนวนผู้ประกันตน การปรับขึ้นค่าบริการรักษาโรคมะเร็ง รวมถึงการปรับอัตราจ่ายสำหรับโรคซับซ้อน ขณะที่รายได้การรักษาพยาบาลทั่วไปของกลุ่มลูกค้าในประเทศยังคงเติบโตขื้นร้อยละ 1.3 จากการขยายผลเชิงรุกด้านการส่งเสริมสุขภาพ (เช่น การตรวจสุขภาพ, โรคหยุดหายใจขณะหลับ, วัคซีน, ทันตกรรม) ควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นของกลุ่มผู้ป่วยชำระเงินเองและใช้สิทธิประกันที่รับการรักษาโรคซับซ้อนมากขึ้น

ส่วนของการรักษาพยาบาลทั่วไปกลุ่มลูกค้าต่างประเทศ แม้รายได้โดยรวมจะลดลงจากผลกระทบปัญหาแนวชายแดนที่ทำให้ลูกค้ากัมพูชาลดลงกว่าร้อยละ 60 (ซึ่งคาดว่าจะคลี่คลายในอนาคต) แต่ลูกค้ากลุ่ม CLMV อื่นๆ โดยเฉพาะเมียนมากลับเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 65 และกลุ่มประเทศอาหรับยังคงเติบโตกว่าร้อยละ 20 แม้มีนโยบายคุมเข้มการส่งคนไข้ไปรักษานอกประเทศ อย่างไรก็ตาม รายได้ธุรกิจส่งเสริมสุขภาพลดลง 31.5 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 21 เนื่องจากเกิดการแข่งขันด้านราคาและผลกระทบจากนโยบายของ สปสช. และประกันสังคม ซึ่งบริษัทได้แก้เกมโดยการผนวกรวมธุรกิจสถานพยาบาลและหน่วยตรวจสุขภาพไว้ที่ศูนย์บริการด้านสุขภาพในช่วงปลายปี 2568 เพื่อบริหารการตลาดและควบคุมต้นทุนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สำหรับรายได้อื่นสุทธิในปีนี้ลดลง 4.8 ล้านบาท เนื่องจากรายการที่เพิ่มขึ้นปีก่อนเป็นรายการพิเศษที่เกิดขึ้นเฉพาะปี 2567

ขณะที่รายได้จากการให้บริการของบริษัทย่อย (AMARC) ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น มีรายได้รวม 489.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 146.2 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 42.5 จากการเติบโตของงานตรวจวิเคราะห์ผัก ผลไม้เพื่อการส่งออกที่มีปริมาณตัวอย่างเพิ่มขึ้นตลอดปี รวมถึงการขยายขอบข่ายการให้บริการไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ยา สมุนไพร อาหารเสริม เครื่องสำอาง ปุ๋ย ธัญพืช และสัตว์น้ำ เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า

ด้านต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวมของบริษัทฯ และบริษัทย่อยเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1.2 ซึ่งอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าการขยายตัวของรายได้ โดยต้นทุนการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นเพียง 1.3 ล้านบาท (ร้อยละ 0.1) สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนบุคลากรทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ ส่วนต้นทุนบริการของ AMARC เพิ่มขึ้น 20.2 ล้านบาท (ร้อยละ 9.8) ซึ่งต่ำกว่าการเติบโตของรายได้เป็นอย่างมากจากผลของการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) สำหรับค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 6.7 ล้านบาท (ร้อยละ 1.3) ซึ่งเกิดจากการเสริมทัพบุคลากรด้านบริการ การตลาด และไอทีเพื่อรองรับการขยายฐานลูกค้า นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินยังปรับตัวลดลง 2.7 ล้านบาท จากการบริหารสภาพคล่องส่วนเกินโดยไม่กู้ยืมเพิ่ม และมีการชำระคืนหนี้ระยะยาวก่อนกำหนดบางส่วนประมาณ 79 ล้านบาทในรอบปี 2568

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญ ในอัตรา 0.10 บาทต่อหุ้น (จากมูลค่าที่ตราไว้ 0.50 บาท) โดยเป็นการจ่ายจากผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และกำไรสะสม ทั้งนี้ ได้กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 29 เมษายน 2569 และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record date) ในวันที่ 30 เมษายน 2569 โดยบริษัทมีกำหนดจ่ายเงินปันผลดังกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569

Back to top button