
NYT บุ๊กพิเศษดันกำไรปี 68 โตแตะ 617 ล้าน เคาะปันผล 0.50 บาท
NYT โชว์กำไรปี 68 โต 24% แตะ 617.8 ลบ. ดัน EPS พุ่ง 0.50 บ. รับอานิสงส์บันทึกรายได้พิเศษชนะคดีรถดับเพลิง กทม. กว่า 271 ลบ. หนุนรายได้รวมทะลุ 2 พันลบ. บอร์ดใจดีเคาะปันผล 0.50 บ./หุ้น ขึ้น XD 5 พ.ค. นี้
บริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) หรือ NYT รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4 และงวดประจำปี 2568 มีกำไรสุทธิ ดังนี้
โดยบริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นจำนวน 617.8 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 119.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 24.0 เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 498.2 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (Basic Earnings Per Share) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 0.50 บาทต่อหุ้น จาก 0.40 บาทต่อหุ้นในปีก่อน
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้กำไรสุทธิเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ มาจากการรับรู้รายได้รายการพิเศษ (Non-recurring item) จากคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีรถดับเพลิง (กทม.) ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีรายได้อื่นเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะผลการดำเนินงานปกติที่ไม่รวมรายการพิเศษดังกล่าว กลุ่มบริษัทต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนและส่วนแบ่งกำไรที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานปกติปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน จาก 3 ปัจจัยหลัก
ได้แก่ 1) ต้นทุนค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเปิดใช้งานอาคารคลังสินค้าใหม่ 2) ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการรับรู้ดอกเบี้ยจ่ายของหนี้สินตามสัญญาเช่า (Lease Liabilities) ภายใต้มาตรฐาน TFRS 16 จากการต่อสัญญาเช่าที่ดินระยะยาว และ 3) ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่ลดลง โดยเฉพาะจากบริษัทร่วมที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณงานที่ลดลงตามสภาวะอุตสาหกรรม
ส่วนของรายได้รวมสำหรับปี 2568 มีจำนวน 2,088.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 373.4 ล้านบาท หรือร้อยละ 21.8 จากปีก่อน โดยแบ่งเป็นรายได้จากการให้บริการท่าเทียบเรือที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 ตามปริมาณรถยนต์ผ่านท่า (Throughput) ที่ฟื้นตัวเล็กน้อยและการปรับขึ้นอัตราค่าบริการลานพักสินค้า ขณะที่รายได้จากคลังสินค้ามีจำนวน 522.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.2 จากปีก่อนที่ทำได้ 449.1 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการรับรู้รายได้เต็มปีของโครงการคลังสินค้าใหม่ที่เปิดดำเนินการ รวมถึงการขยายพื้นที่ให้บริการคลังสินค้าและพื้นที่เช่าเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ รายได้อื่นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจำนวน 271.2 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการชนะคดีความในชั้นศาลฎีกา (คดี กทม.) ซึ่งกลุ่มบริษัทได้รับรู้รายได้ค่าฝากสินค้าและดอกเบี้ยตามคำพิพากษา
ด้านต้นทุนและค่าใช้จ่าย ต้นทุนการให้บริการมีจำนวน 913.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.4 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.2 ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณรายได้ท่าเทียบเรือที่เพิ่มขึ้น ส่วนต้นทุนการให้เช่ามีจำนวน 115.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 102.1 โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของค่าเสื่อมราคาและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิการใช้ทรัพย์สิน (Right-of-Use assets) ของโครงการคลังสินค้าใหม่ที่เปิดดำเนินการ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารมีจำนวน 189.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.2 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.6 ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับคดีความและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร
สำหรับการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรและขาดทุนจากเงินลงทุน บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมจำนวน 17.6 ล้านบาท ลดลงจาก 65.2 ล้านบาทในปีก่อนหน้า เนื่องจากปริมาณสินค้าผ่านท่าและการให้บริการของบริษัทร่วมลดลง พร้อมกันนี้ได้รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในการร่วมค้าจำนวน 35.3 ล้านบาท (ขาดทุนเพิ่มขึ้นจาก 12.5 ล้านบาทในปีก่อน) เนื่องจากการร่วมค้าดังกล่าวยังอยู่ในช่วงสร้างฐานธุรกิจและมีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน นอกจากนี้ บริษัทมีต้นทุนทางการเงินจำนวน 126.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 21.9 จากการรับรู้ดอกเบี้ยจ่ายของหนี้สินตามสัญญาเช่า (Lease Liabilities) ที่เพิ่มขึ้นจากการต่อสัญญาเช่าที่ดินตามมาตรฐาน TFRS 16
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญ ในอัตรา 0.50 บาทต่อหุ้น (จากมูลค่าที่ตราไว้ 0.50 บาท) โดยเป็นการจ่ายจากผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ ได้กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record date) ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 โดยบริษัทมีกำหนดจ่ายเงินปันผลดังกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569

