
SPREME รายได้ทะลัก! ดันกำไรปี 68 โต 17% แตะ 160 ล้านบาท เคาะปันผล 0.12 บาท
SPREME โชว์ผลงานปี 68 รายได้ทะยาน 82% ดันกำไร Q4 โตกระฉูด 379% รับอานิสงส์ส่งมอบบิ๊กโปรเจกต์รัฐ ตุน Backlog แน่น 3.99 พันล้านบาท เคาะจ่ายปันผล 0.12 บาท/หุ้น เตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD 28 เม.ย.นี้
บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SPREME รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4 และงวดปี 2568 มีกำไรสุทธิ ดังนี้
โดยบริษัทฯ มีผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2567 และจากปี 2567 สาเหตุหลักมาจากการที่บริษัทฯ สามารถส่งมอบงานโครงการสำคัญจำนวนหนึ่งได้ตามแผนที่วางไว้ ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบในงวด 3 เดือน พบว่าทั้งรายได้และค่าใช้จ่ายรวมปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนมากกว่า 5 เท่า ขณะที่รายได้รวมสำหรับปี 2568 เติบโตขึ้นประมาณร้อยละ 80 จากปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การรับรู้รายได้ในไตรมาส 4/2568 ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนั้น มาจากโครงการขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งโครงการกลุ่มนี้แม้จะสร้างรายได้ในปริมาณมาก แต่มีกำไรต่อหน่วยน้อยกว่า จึงทำให้อัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าโครงการปกติ ส่งผลให้ภาพรวมอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ประกอบกับโครงการดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายด้านการบริหารและการดำเนินงานที่สูงขึ้นในช่วงเริ่มต้น ทำให้อัตรากำไรสุทธิอ่อนตัวลงตามไปด้วย แต่ในระยะยาวโครงการเหล่านี้จะเป็นการวางรากฐานสำคัญให้บริษัทฯ สามารถต่อยอดรายได้ที่มีอัตรากำไรสูงขึ้นได้ในอนาคต
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมียอดรายได้รอรับรู้ (Backlog) ที่สูงขึ้นอย่างมากจากโครงการขนาดใหญ่ที่ทยอยส่งมอบตั้งแต่ไตรมาส 4 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทฯ ในการเสริมสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงผ่านรายได้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Recurring Income)
สำหรับรายได้จากการดำเนินงานในไตรมาส 4/2568 เพิ่มขึ้น 808.93 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตร้อยละ 558.50 จากงวดเดียวกันของปี 2567 ขณะที่รายได้รวมสำหรับปี 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 705.31 ล้านบาท หรือร้อยละ 82.72 จากปี 2567 โดยเป็นผลมาจากการเติบโตของแต่ละประเภทรายได้ ได้แก่
1.รายได้จากการจำหน่ายและติดตั้งในปีปัจจุบันเพิ่มขึ้น 620.47 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากโครงการให้เช่าอุปกรณ์แก่หน่วยงานภาครัฐด้านการศึกษาและรัฐวิสาหกิจรายหนึ่ง ซึ่งบริษัทฯ ได้ส่งมอบในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 โดยจัดเป็นสัญญาเช่าเงินทุนอายุ 3-5 ปี แม้ภาวะการแข่งขันในปี 2568 จะมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่บริษัทฯ ยังสามารถบริหารจัดการและส่งมอบอุปกรณ์ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงให้แก่ลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชนได้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังมีการจำหน่ายสินค้าที่หลากหลายและครอบคลุมมากขึ้น ทำให้รายได้จากโครงการขนาดเล็กไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก
2.รายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้น 84.84 ล้านบาท จากสัญญาให้เช่าระยะยาวแก่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งที่เริ่มส่งมอบช่วงกลางปี 2567 เป็นต้นมา และรายได้จากการให้บริการพัฒนาศูนย์ให้บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะที่เริ่มโครงการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีรายได้อื่นสำหรับปี 2568 รวม 9.55 ล้านบาท ลดลง 7.61 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 44.35 เนื่องจากปีก่อนมีรายได้จากการจำหน่ายซากอุปกรณ์เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่าค่อนข้างมากตามรอบระยะเวลาสัญญา
ส่วนของสัดส่วนรายได้ในปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้จากหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจรวม 1,242.72 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 79.77 (เทียบกับร้อยละ 62.70 ในปี 2567) และมีรายได้จากภาคเอกชนและบุคคลทั่วไปรวม 315.20 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 20.23 (เทียบกับร้อยละ 37.30 ในปี 2567) ซึ่งสัดส่วนรายได้จากภาครัฐที่สูงกว่าเอกชนมากนั้น เกิดจากการที่บริษัทฯ เข้าร่วมประมูลโครงการกับหน่วยงานภาครัฐหลากหลายหน่วยงานและจำนวนหลายโครงการ ซึ่งล้วนแต่ต้องอาศัยการลงทุนในอุปกรณ์ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งสิ้น
ทางด้านต้นทุนขายสินค้าและการให้บริการ ตลอดจนกำไรขั้นต้นในไตรมาส 4/2568 และสำหรับปี 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยต้นทุนโครงการรวมในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 712.43 ล้านบาท หรือประมาณ 7 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และต้นทุนรวมทั้งปีเพิ่มขึ้น 664.95 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 112.23 ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันกับรายได้ ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นประจำไตรมาส 4/2568 ลดลงร้อยละ 15.14 และสำหรับปี 2568 ลดลงร้อยละ 11.22 ผลกระทบดังกล่าวเกิดจากผลตอบแทนที่ลดลงของโครงการขนาดกลางที่มีต้นทุนทั้งส่วนของสินค้า บริการติดตั้ง และการจัดการระบบสินทรัพย์ ในขณะที่ราคาลดลงเพื่อสะท้อนการคาดการณ์ภาวะการแข่งขันที่สูง
รวมถึงแนวโน้มต้นทุนอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศระดับสากล (Hardware) ที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 นอกจากนี้ คำสั่งซื้อบางส่วนที่บริษัทฯ ขายส่งให้แก่ภาคเอกชนอาจมีอัตรากำไรขั้นต้นไม่สูงนัก เนื่องจากบริษัทฯ ต้องการมุ่งเน้นไปที่การดำเนินโครงการขนาดใหญ่ในช่วงปลายปี ทว่าในส่วนของกำไรสุทธิ บริษัทฯ สามารถทำกำไรสุทธิในไตรมาส 4/2568 ได้ถึง 89.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71.17 ล้านบาท หรือเติบโตสูงถึงร้อยละ 379.17 จากงวดไตรมาส 4 ปี 2567 และมีกำไรสุทธิรวมทั้งปีเพิ่มขึ้น 23.86 ล้านบาท หรือร้อยละ 17.40 ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางรายได้โครงการที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงไตรมาส 4
อย่างไรก็ตาม แม้บริษัทฯ จะบริหารและควบคุมต้นทุนในการจัดจำหน่ายรวมถึงค่าใช้จ่ายในการบริหารให้อยู่ในระดับคงที่และมีประสิทธิภาพ แต่อัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงทำให้อัตรากำไรสุทธิลดลงตามไปด้วย โดยอัตรากำไรสุทธิของปี 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 10.27 ปรับตัวลดลงร้อยละ 5.50 จากปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ มีสัญญาขายสินค้าและให้บริการรอส่งมอบและรับรู้รายได้ (Backlog) รวมทั้งสิ้น 3,991.04 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยส่งมอบและรับรู้รายได้ภายในปี 2569 ประมาณ 971.78 ล้านบาท และส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ในปี 2570 ถึงปี 2574 โดย Backlog ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นสัญญาเช่าที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) ที่อยู่ระหว่างทำสัญญาและส่งมอบอุปกรณ์
พร้อมกันนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ อนุมัติการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดจากงวดดำเนินงานวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ในอัตรา 0.12 บาทต่อหุ้น (จากมูลค่าที่ตราไว้ 0.50 บาท) โดยกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record Date) ในวันที่ 29 เมษายน 2569 และกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 28 เมษายน 2569 โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569


