
KCC โกยกำไรปี 68 โตเฉียด 2 เท่าตัว แตะ 245 ลบ. เคาะปันผล 0.10 บาท จ่อ XD 10 มี.ค.นี้
KCC รายงานผลประกอบการปี 2568 เติบโตโดดเด่น รายได้แตะ 480 ล้านบาท กำไรสุทธิแตะ 245 ล้านบาท เติบโต 199% จากการบริหารพอร์ตมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอจ่ายปันผล 0.10 บาท เตรียมขึ้น XD วันที่ 10 มี.ค.นี้ มองธุรกิจ AMC ปี 2569 ยังมีบทบาทสูง
นายทวี กุลเลิศประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไนท คลับ แคปปิตอล โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ KCC ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ดำเนินการลงทุนในธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เปิดเผยถึงผลดำเยินงายของบริษัทและบริษัทย่อย ในปี 2568 ว่าบริษัทมีพัฒนาการเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ
โดยรายได้จากการดำเนินงานเติบโตขึ้นเป็น 480.16 ล้านบาท โตขึ้น 73% เป็น 480.16 ล้านบาท เทียบงวดเดียวกันปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 244.90 ล้านบาท โตขึ้น 199% จาก 81.84 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การเติบโตดังกล่าวเกิดจากการบริหารพอร์ตอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานสะท้อนการเติบโตเชิงคุณภาพของบริษัทอย่างชัดเจน ทั้งในมิติของการขยายพอร์ต การเพิ่มประสิทธิภาการจัดเก็บหนี้ และการบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างมีวินัย
โดยบริษัทย่อยทั้ง 2 แห่งมีการเข้าซื้อพอร์ตใหม่เพิ่มเติม รวมทั้งหมด 252 ล้านบาท ส่วนใหญ่ยังคงเป็นลูกหนี้ Corporate ที่มีหลักประกัน (Secured Portfolio) ซึ่งช่วยจำกัด Downside Risk และเพิ่มความสามารถในการคาดการณ์กระแสเงินสด
ขณะเดียวกัน บริษัทได้เริ่มขยายตลาดไปยังลูกหนี้ประเภทอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้จากหลายกลุ่มสินทรัพย์ ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนแนวทาง Diversification ที่มีวินัย มุ่งเน้นการเติบโตโดยเน้นคุณภาพพอร์ตและผลตอบแทนที่เหมาะสมต่อความเสี่ยง (Risk-Adjusted Return)
นายทวี กล่าวว่า ด้านการบริหารจัดเก็บหนี้ บริษัทสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการ Recovery ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเงินสดรับทั้งหมดในปี 607 ล้านบาท ซึ่งมาจากหลายช่องทาง ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ (TDR), การเจรจาปิดบัญชี และเงินที่ได้รับผ่านกระบวนการทางกฎหมายจากกรมบังคับคดี สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญและความหลากหลายของเครื่องมือบริหารพอร์ต ส่งผลให้การแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสด (Cash Realization) มีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตคงค้าง
ในด้านของโครงสร้างเงินทุน บริษัทมีการบริหารหนี้และทุนอย่างเหมาะสม มีการออกหุ้นกู้และชำระคืนได้ตามกำหนด สะท้อนถึงวินัยทางการเงินและความสามารถในการบริหารสภาพคล่องอย่างรอบคอบ โครงสร้างทุนที่แข็งแรงและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ต่อเนื่อง ช่วยรองรับการขยายพอร์ตในอนาคตโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
“ภาพรวม ปี 2568 จึงเป็นปีที่บริษัทสามารถสร้างสมดุลระหว่าง “การเติบโต” และ “การควบคุมความเสี่ยง” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการเพิ่มพอร์ตคุณภาพ การเร่งกระแสเงินสด การรักษาวินัยด้านต้นทุน และการบริหารเงินทุนอย่างรอบคอบ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานมีเสถียรภาพมากขึ้น กำไรเติบโตบนฐานสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ และสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป” นายทวี กล่าว
ณ สิ้นงวด 31 ธ.ค. 2568 บริษัทมี สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นเป็น 2.75 พันล้านบาท เพิ่ม 10% จากประมาณ 2.49 พันล้านบาท เทียบงวดเดียวกันปีก่อน
สะท้อนสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยบริษัทมีฐานทุนมั่นคง สภาพคล่องสูง และระดับหนี้สินที่บริหารจัดการได้ พร้อมรองรับการขยายพอร์ตคุณภาพเพื่อสร้างกระแสเงินสดและผลตอบแทนระยะยาวเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความสามารถในการแปลง NPL และ NPA เป็นกระแสเงินสดได้จริง และมีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับการลงทุนรอบใหม่
ขณะที่ NPL ลดลงตามวงจรบริหารหนี้ แม้มีการลงทุนซื้อพอร์ตเพิ่มระหว่างปี แต่การปิดบัญชีและเร่งรัดคดีสะท้อนความสำเร็จในการบริหารพอร์ตเชิงรุก ด้าน NPA ปรับเพิ่มขึ้นจากการรับโอนหลักประกันเข้าสู่การบริหารโดยตรง ซึ่งเป็นการสร้างทรัพย์สินสำหรับการขายในอนาคตและเป็น buffer ของกระแสเงินสด ส่วนเงินลงทุนในตราสารทุนที่เพิ่มขึ้น สะท้อนการกระจายความเสี่ยงและการสร้างแหล่งรายได้เสริมในระยะถัดไป
ทั้งนี้ คณะกรรมการมีมติเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผล สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.1000 บาท จำนวน618,334,317 หุ้น รวมเป็นจำนวนเงิน 61.83 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 95ของกำไรสุทธิจากงบเฉพาะกิจการของบริษัท
อย่างไรก็ดี คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นไปแล้ว เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 อัตราหุ้นละ 0.0169 บาท รวมเป็นจำนวนเงิน 10,449,850.0 บาท ดังนั้นคงเหลือที่ต้องจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นอีก ในอัตราหุ้นละ 0.0831 บาท เป็นจำนวนเงิน 51.38 ล้านบาท โดยกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 11 มีนาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลภายในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 โดยวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 10 มี.ค. 2569
นายทวี กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (AMC) ในปี 2569 คาดว่าจะยังคงมีความสำคัญและมีบทบาทสูงในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและ NPL เชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนเปราะบางและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงครึ่งแรกของปี