MEDEZE สยายปีกรุกตลาด “มองโกเลีย-อาเซียน” ลุ้น อย.ไฟเขียวยา “ข้อเข่า-ผิวหน้าเสื่อม”

MEDEZE ตั้งเป้ารายได้ปี 69 แตะ 1,000 ล้านบาท เดินหน้ายกระดับ GMP ลงทุนคลินิกดันสเต็มเซลล์รักษา “ข้อเข่า–ผิวหน้าเสื่อม” ลุ้น อย. อนุมัติ พร้อมรุกต่างประเทศ “มองโกเลีย-อาเซียน” รับอานิสงส์ BOI หนุนกำไรโตแรง


นายปิยวัชร ราชพลสิทธิ์ รองประธานกรรมการบริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 กลับไปแตะระดับ 1,000 ล้านบาท เติบโตกว่า 20% จากปีก่อนหน้า สะท้อนทิศทางการฟื้นตัวที่ชัดเจน พร้อมวางรากฐานการเติบโตระยะยาวผ่านการยกระดับมาตรฐาน GMP การเพิ่มบุคลากร เทคโนโลยี และระบบหุ่นยนต์ (Robotics) เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต ควบคู่กับการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในองค์ความรู้ทางการแพทย์ (Know-how) และการทดลองทางคลินิก (Clinical Trial) สำหรับโรคข้อเข่าเสื่อมและเซลล์ผิวหน้าเสื่อม ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของรายได้และกำไรในระยะถัดไป โดยเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นถึงระดับที่เหมาะสม อัตรากำไรสุทธิจะกลับสู่ระดับแข็งแกร่งตามศักยภาพธุรกิจ

ในส่วนของโครงการ ATMP Sandbox บริษัทยังคงเดินหน้าผลักดันสเต็มเซลล์ให้ขึ้นทะเบียนเป็นยารักษาโรคภายในปี 2569 โดยมุ่งเน้น 2 โรคหลัก ได้แก่ โรคข้อเข่าเสื่อมและผิวหน้าเสื่อม ภายใต้กรอบกำกับดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งสะท้อนมาตรฐานความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือระดับสูง อีกทั้งการที่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้รับมาตรฐาน GMP ในระดับเดียวกับบริษัท ยังตอกย้ำทิศทางการยกระดับอุตสาหกรรมตามนโยบายภาครัฐที่มุ่งผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำด้านการอนุมัติยาในอาเซียน

ขณะเดียวกัน บริษัทยังเร่งขยายตลาดต่างประเทศผ่านโมเดลให้สิทธิใช้เทคโนโลยี (Know-how) และจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ (Royalty/Patent Fee) ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านการลงทุนต่ำ โดยเตรียมรับรู้รายได้จากฟิลิปปินส์ และมีแผนขยายสู่มองโกเลีย อินโดนีเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยเฉพาะตลาดมองโกเลียที่เป็นตลาดใหม่มีกำลังซื้อสูงและยังไม่มีคู่แข่ง ถือเป็นโอกาสสำคัญของธุรกิจสเต็มเซลล์

ส่วนในประเทศไทย MEDEZE ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรักษาระดับรายได้ต่อสัญญาอย่างมั่นคง และมองเห็นโอกาสเติบโตจากตลาดเด็กแรกเกิดในไทยปีละ 300,000–400,000 ราย ซึ่งปัจจุบันเข้าถึงไม่ถึง 0.5% และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนมากกว่า 10% ในอนาคต ภายใต้ข้อกำหนดที่สนับสนุนการใช้สเต็มเซลล์ของตนเอง (Autologous) ในการรักษา ซึ่งช่วยสร้างดีมานด์ระยะยาวให้กับธุรกิจ

นอกจากนี้ บริษัทคาดว่าอัตรากำไรสุทธิในปี 2569 จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากสิทธิประโยชน์ทางภาษี BOI ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ครอบคลุมสเต็มเซลล์จากเม็ดโลหิตและเนื้อเยื่อซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้ 55–60% ของบริษัท ผนวกกับสิทธิประโยชน์เดิมในธุรกิจเซลล์ NK และรากผม โดยผู้บริหารมั่นใจว่าเมื่อผลการดำเนินงานเติบโตตามแผน จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของบริษัทและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาว

Back to top button