
MEDEZE ผนึกจุฬาฯ ปั้นเทคโนโลยีชีวภาพต้นน้ำ ดันไทยสู่ Medical Hub โลก
MEDEZE ผนึกจุฬาฯ พัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพต้นน้ำ ผลิตโปรตีน IL-2 สำเร็จ ลดต้นทุนวัตถุดิบ ATMP กว่า 50% ปูทางไทยสู่ Medical Hub และเป้าหมายติด 1 ใน 10 ผู้ผลิตน้ำยาเลี้ยงเซลล์ของโลก
บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE ร่วมกับ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพต้นน้ำ หวังยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) และสร้างความมั่นคงในอุตสาหกรรมการแพทย์ขั้นสูง หรือ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMP) ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบสำคัญจากต่างประเทศ พร้อมปูทางสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ในอนาคต
สำหรับความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมชีวภาพไทย ซึ่งยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำยาเลี้ยงเซลล์ โปรตีน และวัตถุดิบต้นน้ำจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเกือบ 100% ส่งผลให้ต้นทุนการรักษาพยาบาลและการพัฒนาเทคโนโลยี ATMP อยู่ในระดับสูง อีกทั้งยังขาดอำนาจในการควบคุมคุณภาพและต้นทุนการผลิต
ทั้งนี้ โครงการวิจัยร่วมระหว่าง MEDEZE และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนา Recombinant Human Interleukin-2 (IL-2) ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่ใช้ในอาหารเพาะเลี้ยงเซลล์ เพื่อกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น NK Cell โดยผลการทดสอบพบว่ามีค่าความบริสุทธิ์มากกว่า 95% และมีประสิทธิภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากลที่ใช้ในเชิงพาณิชย์
นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาแพลตฟอร์มการผลิตโปรตีนรีคอมบิแนนท์แบบยืดหยุ่น หรือ “Genesis Platform” ซึ่งเปรียบเสมือน “หม้อหุงข้าว” ที่สามารถเปลี่ยนยีนต้นแบบเพื่อผลิตโปรตีนชนิดอื่นได้ในอนาคต ช่วยให้บริษัทสามารถต่อยอดสายการผลิตชีววัตถุหลายประเภท โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิม เพิ่มความคล่องตัวและลดต้นทุนการลงทุนระยะยาว
MEDEZE ระบุว่า หากประเทศไทยสามารถพัฒนาศักยภาพการผลิตวัตถุดิบต้นน้ำได้สำเร็จ จะช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบทางการแพทย์ลงอย่างน้อย 50% เมื่อเทียบกับการนำเข้า พร้อมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เนื่องจากธุรกิจผลิตน้ำยาเลี้ยงเซลล์ถือเป็นตลาดเฉพาะทางที่มีผู้เล่นทั่วโลกไม่ถึง 500 ราย และมีเพียงไม่กี่บริษัทที่สามารถผลิตโปรตีนต้นน้ำได้ด้วยตนเอง
ขณะเดียวกัน บริษัทมองว่าความสำเร็จดังกล่าวจะช่วยผลักดันประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 10 ผู้ผลิตน้ำยาเลี้ยงเซลล์ของโลก รองรับเมกะเทรนด์ด้าน AI และ Biotechnology ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า รวมถึงสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีชีวภาพและสาธารณสุขในระยะยาว
สำหรับแผนดำเนินงานในระยะถัดไป บริษัทเตรียมนำผลงานวิจัยเข้าสู่กระบวนการทดลองขนาดใหญ่ เพื่อจัดทำมาตรฐานการผลิตระดับอุตสาหกรรม พร้อมพัฒนาห้องปฏิบัติการสะอาด และยื่นขอการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตามมาตรฐานการผลิตยา
โดยภายในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าเข้าสู่กระบวนการทดลองทางคลินิก และเตรียมยื่นขึ้นทะเบียนยาสำหรับ 2 กลุ่มโรค เพื่อผลักดันธุรกิจจากระดับงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

