PTG เสิร์ฟกำไรปี 68 แตะ 1.07 พันลบ. รับกาแฟพันธุ์ไทยโตเด่น แจกปันผล 0.35 บ.

PTG โชว์กำไรปี 2568 อยู่ที่ 1,074 ล้านบาท รายได้ 2.24 แสนลบ. EBITDA โต 11.3% รับแรงหนุนธุรกิจ Non-Oil กำไรขั้นต้นพุ่ง 75.7% สัดส่วนแตะ 37.1% ชู กาแฟพันธุ์ไทย โต 134.3% สาขาทะลุ 2,000 แห่ง ตั้งเป้า Non-Oil ปี 2569 โต 30-40% บอร์ดไฟเขียวปันผล 0.35 บ./หุ้น จ่ายปันผล 15 พ.ค.69


นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานงวดปี 2568 (สิ้นสุดวันที่ 31  ธันวาคม 2568) ของบริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 1,074 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 3.1 % เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน และมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 6,899 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน ส่วนกำไรขั้นต้นมีจำนวน 17,489 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 18.4% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน โดยได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจ Non-Oil ซึ่งมีกำไรขั้นต้นเติบโต 75.7% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน ส่งผลให้สัดส่วนกำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil เพิ่มขึ้นเป็น 37.1% ของกำไรขั้นต้นรวม จาก 25.0% ในปี 2567 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของพอร์ตธุรกิจที่มีความสมดุลและมีคุณภาพมากขึ้น

รายได้จากการขายและการให้บริการมีจำนวน 224,341 ล้านบาท  ลดลงเล็กน้อย 0.7% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายปลีกเฉลี่ยในธุรกิจ Oil ที่ปรับลดลง ขณะที่ปริมาณจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางยังสามารถรักษาระดับได้ใกล้เคียงกับปีก่อน สะท้อนเสถียรภาพของอุปสงค์และความแข็งแกร่งของฐานลูกค้า  ส่วนธุรกิจ Non-Oil เติบโตโดดเด่น โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 31.7% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อนเป็น 23,654 ล้านบาท

ทั้งนี้ได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยที่มีรายได้ 5,309 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 134.3% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน จากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นปี 2568 มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 2,151 สาขา เพิ่มขึ้น 59.7% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน เทียบเท่ากับอัตราการขยายมากกว่า 2.2 สาขาต่อวัน  รวมถึงการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม  (Same-Store-Sales) จากการกลับมาใช้บริการของกลุ่มลูกค้าสมาชิกเป็นหลักและแคมเปญทางการตลาดที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง

ส่วนธุรกิจก๊าซ LPG มีรายได้จำนวน 10,337  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.4% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน เป็นผลมาจากปริมาณการจำหน่ายก๊าซ  LPG ผ่านทุกช่องทางที่เติบโต 7.9% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อนเป็น 421 ล้านกิโลกรัม  และมีจำนวนสาขาธุรกิจ LPG เพิ่มขึ้น 21.6% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อนเป็น 698 สาขา  อย่างไรก็ตามบริษัท ยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มของปริมาณการจัดจำหน่ายก๊าซ LPG ผ่านสถานีบริการเป็นอันดับที่ 1 ในปี   2568

รายได้จากการขายและการให้บริการธุรกิจ Oil ในปี 2568 มีจำนวน 200,687 ล้านบาท ซึ่งบริษัท มีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางรวมทั้งสิ้นประมาณ 6,685 ล้านลิตร ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกผ่านสถานีบริการ PT เป็นหลักอยู่ที่จำนวน 6,569 ล้านลิตร สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าและประสิทธิภาพในการบริหารเครือข่ายสถานีบริการของบริษัท  บริษัท ยังคงมีส่วนแบ่งการตลาดผ่านช่องทางค้าปลีกผ่านสถานีบริการ PT เป็น 22.0%  และปี 2569 ตั้งเป้าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเติบโตประมาณ 3-5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน  และคาดว่าจะมีจำนวนสถานีบริการน้ำมันรวมประมาณ 2,309 สถานีภายในปี 2569

นายพิทักษ์ กล่าวว่าปี 2569 บริษัท ตั้งเป้าอัตราการเติบโตของรายได้จากธุรกิจ Non-Oil อยู่ในระดับ 30-40% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน และรักษาสัดส่วนกำไรขั้นต้นของธุรกิจ Non-Oil ไว้ที่ประมาณ 40-45%  ผ่านการบริหารพอร์ตธุรกิจ การควบคุมต้นทุน และการเพิ่มเติมสัดส่วนธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ส่วน EBITDA ตั้งเป้าเติบโต 8-12% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน

ทั้งนี้ธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยยังคงเป็นธุรกิจที่สำคัญของ Non-Oil โดยปีนี้วางแผนขยายสาขาไม่น้อยกว่า 800 สาขา ควบคู่กับการสร้างฐานลูกค้าใหม่ ขณะเดียวกันได้ต่อยอดพอร์ตธุรกิจอาหารผ่านการเปิดตัวแบรนด์ “ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย” ซึ่งได้เปิดสาขานำร่องแล้ว 3 สาขาในปีที่ผ่านมา และในปี 2569 วางแผนขยายเพิ่มเติมประมาณ 50 สาขา ส่วนธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ยังคงเดินหน้าขยายต่อเนื่อง อาทิ ธุรกิจ SUBWAY ขณะที่ ธุรกิจ LPG วางเป้าหมายขยายจุดให้บริการรวมเป็นประมาณ 836 จุด โดยการเติบโตยังคงมาจากธุรกิจก๊าซหุงต้มเป็นหลัก ในส่วนของธุรกิจ Non-Oil อื่นๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ Max Mart, ศูนย์ซ่อมบำรุงรถยนต์ และศูนย์บริการ Autobacs, สถานีบริการรูปแบบใหม่ PT GIGA EV และสถานีอัดประจุไฟฟ้า EleX by EGAT PT ยังคงขยายเครือข่ายเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และเพิ่มการเข้าถึงของลูกค้าในระยะยาว

จากผลการดำเนินงานดังกล่าว คณะกรรมการบริษัท จึงได้มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผล สำหรับงวดปี 2568 ให้กับผู้ถือหุ้นเป็นเงินสด ในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท  คิดเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 584.5 ล้านบาท  โดยกำหนดให้ผู้ถือหุ้นที่จะมีชื่อปรากฏ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) ในวันที่ 11 มีนาคม 2569 และวันไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD)  ในวันที่ 10 มีนาคม 2569  และกำหนดวันจ่ายเงินปันผล ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 โดยการใช้สิทธิดังกล่าวต้องรอการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 24 เมษายน 2569

“ในปี 2568 สะท้อนความสามารถของบริษัท ในการรักษาสมดุลระหว่างธุรกิจ Oil ซึ่งเป็นฐานรายได้หลัก และการเร่งเติบโตของธุรกิจ Non-Oil ที่มีอัตราการทำกำไรสูงกว่า โดยเฉพาะธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยซึ่งยังคงขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตต่อไป

ขณะเดียวกัน บริษัทมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าผ่านการพัฒนาระบบสมาชิก PT Max Card, PT Max Card Plus และ PT Max Card Plus EV ควบคู่กับการเชื่อมโยงบริการภายใต้ Max World Ecosystem เพื่อเพิ่มความถี่ในการใช้บริการ และสร้างความผูกพันระยะยาวกับลูกค้า โดยมุ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การพักผ่อน การรับประทานอาหาร หรือการดูแลรถยนต์ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัท ในการสร้างความ “อยู่ดี มีสุข” ให้กับผู้บริโภค ผ่านการยกระดับคุณภาพชีวิตและประสบการณ์ในทุกช่วงจังหวะของการใช้ชีวิต”

Back to top button