PTG วางแผนปี 69 อัดงบ 4.5 พันลบ. ลุยขยาย “นอนออย” เต็มสูบ ดันกำไรขั้นต้นแตะ 45%

PTG ปักธงปี 2569 ทุ่มงบ 4,000–4,500 ล้านบาท เร่งขยายธุรกิจ Non-Oil ภายใต้กลยุทธ์ “Powering Thai Lives : Everywhere • Everyday • Everyone” ดันเครือข่ายบริการทะลุ 7,000 จุดทั่วประเทศ พร้อมปั้น "กาแฟพันธุ์ไทย" แตะ 3,000 สาขา และเพิ่มสัดส่วนกำไรขั้นต้น Non-Oil เป็น 45% หนุนทรานส์ฟอร์มสู่ Ecosystem ไลฟ์สไตล์ครบวงจร


นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า แนวคิด Everywhere เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา Ecosystem ของ PTG โดยมุ่งเน้นการขยายเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ในทุกพื้นที่ของประเทศ ผ่านการพัฒนาสถานีบริการน้ำมัน ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ร้านค้าปลีก รวมถึงบริการด้านไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ภายใน Ecosystem

การขยายเครือข่ายดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนสาขาเท่านั้น แต่เป็นการวาง Infrastructure ของธุรกิจให้สามารถเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตของผู้คนเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเดินทาง ชุมชนเมือง หรือศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ

รวมถึงการนำบริการออกไปสู่กิจกรรมและงานอีเวนต์ในชุมชนในรูปแบบ Food Truck เช่น งานวิ่งและกิจกรรมสาธารณะ เพื่อให้ PTG เข้าไปอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของผู้คน เครือข่ายที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันนี้ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจผ่าน Economies of Scale

โดยในปีนี้ ตั้งเป้าเพิ่มจำนวน Max World Touchpoints ให้มีมากกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นเครือข่ายบริการที่เชื่อมโยงธุรกิจพลังงานและธุรกิจ Non-Oil ภายใน Ecosystem ของบริษัทเข้าด้วยกัน โดยเป้าหมายดังกล่าวประกอบด้วยสถานีบริการน้ำมันกว่า 2,300 แห่ง ธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยที่มีเป้าหมายขยายสู่กว่า 3,000 สาขา ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอื่น ๆ อีกกว่า 200 แห่ง ธุรกิจ LPG มากกว่า 800 แห่ง รวมถึงบริการ Non-Oil และธุรกิจอื่น ๆ อีกกว่า 950 จุดบริการ

นอกจากการพัฒนาเครือข่ายบริการทั่วประเทศแล้ว PTG ยังเสริมศักยภาพด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล MaxMe Application ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวมบริการต่าง ๆ ของกลุ่ม PTG ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการด้านพลังงาน อาหาร เครื่องดื่ม และไลฟ์สไตล์ได้อย่างต่อเนื่องผ่านประสบการณ์เดียวกัน

โดยปัจจุบัน MaxMe ยังเชื่อมต่อกับพันธมิตรกว่า 650 ราย ครอบคลุมมากกว่า 2.6 ล้านจุดให้บริการ ในหลากหลายหมวดหมู่ของการใช้ชีวิต ตั้งแต่อาหาร การเดินทาง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ไปจนถึงบริการทางการเงิน

การผสานเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจที่ขยายตัวมากขึ้นทั้งทางกายภาพและดิจิทัลดังกล่าว ทำให้บทบาทของสถานีบริการ PTG ค่อย ๆ เปลี่ยนจากจุดให้บริการพลังงาน ไปสู่พื้นที่ที่ผู้คนสามารถเข้ามาใช้บริการหลากหลายรูปแบบได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเติมพลังให้กับยานพาหนะ การรับประทานอาหาร การดื่มกาแฟ หรือการใช้บริการด้านไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลา

ด้านนายปรเมษฐ์ สงวนโชควณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานกลยุทธ์และบริหารการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ กล่าวว่า แนวคิด Everyday สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของสถานีบริการ PTG จากเดิมที่ผู้บริโภคอาจเข้ามาใช้บริการเพียงสัปดาห์ละครั้ง (Every week) เพื่อเติมน้ำมัน สู่การเป็นจุดหมายในชีวิตประจำวัน ผ่านธุรกิจ Non-Oil ที่หลากหลาย ซึ่งทำให้ผู้คนสามารถแวะเข้ามาใช้บริการได้ทุกวัน

ธุรกิจร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก และบริการด้านไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ภายใน Ecosystem จึงมีบทบาทสำคัญในการทำให้ PTG สามารถเข้าไปอยู่ในกิจวัตรประจำวันของผู้บริโภคได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นวันด้วยกาแฟ การแวะพักระหว่างการเดินทาง หรือการใช้บริการต่าง ๆ ที่ช่วยเติมพลังให้กับชีวิตในแต่ละวัน

กลยุทธ์ดังกล่าวขับเคลื่อนผ่านแนวคิด Everyday Recharge • Everyday Rewards • Everyday Return โดย Everyday Recharge คือการทำให้บริการของ PTG เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของผู้คน จากเดิมที่สถานีบริการ PT อาจเป็นเพียงจุดที่ผู้บริโภคแวะเข้ามาเติมน้ำมันสัปดาห์ละครั้ง สู่การเป็นจุดหมายที่ผู้คนสามารถเข้ามาใช้บริการได้ในทุกวันและตลอดวัน

ขณะที่ Everyday Rewards มุ่งสร้างคุณค่าให้กับทุกการใช้บริการ ผ่านระบบสมาชิก PT Max Card, PT Max Card Plus และ PT Max Card EV และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงบริการระหว่างธุรกิจต่าง ๆ ภายในเครือ หรือ Cross-BU Integration ทำให้ลูกค้าสามารถสะสมและใช้ Max Points จากการใช้บริการในธุรกิจต่าง ๆ ภายใน Ecosystem ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเติมน้ำมัน การดื่มกาแฟ การรับประทานอาหาร หรือการซื้อสินค้าในร้านค้าภายในเครือ ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถรับสิทธิประโยชน์และใช้บริการข้ามธุรกิจได้อย่างไร้รอยต่อ

ส่วน Everyday Return เป็นการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาพัฒนาประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละคน ผ่านการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้บริการของสมาชิก โดยมี MaxMe Application เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลและนำเสนอข้อเสนอหรือสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการบริการ (Service Excellence) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในทุกครั้งที่ลูกค้ากลับเข้ามาใช้บริการ แนวทางดังกล่าวช่วยสร้างประสบการณ์แบบ Personalized ในแต่ละการใช้บริการ ส่งเสริมให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการภายใน Ecosystem ของ PTG อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ วัน

จากโครงสร้างเครือข่ายดังกล่าว ทำให้ปัจจุบัน PTG มี Max World Touchpoints มากกว่า 6,126 จุดบริการทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อเชื่อมต่อเข้ากับฐานสมาชิก PT Max Card กว่า 25 ล้านสมาชิก ภายใน Max World Ecosystem ทำให้ PTG มองเห็นศักยภาพในการเชื่อมโยงบริการกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้มากกว่า 153,150 ล้านโอกาส

ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ในแต่ละวันเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่ผู้บริโภคต้องใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การรับประทานอาหาร การดื่มกาแฟ หรือการซื้อสินค้า ซึ่งล้วนเป็นโอกาสที่ PTG สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของผู้คนได้ ผ่านการทำงานร่วมกันของธุรกิจทั้งหมดภายใต้แนวคิด “One PTG” ที่ทำให้บริการของ PTG เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างแท้จริง

นอกจากการพัฒนาเครือข่ายธุรกิจและบริการต่าง ๆ แล้ว PTG ยังให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนผ่านแนวคิด Everyone ซึ่งสะท้อนความเชื่อว่าการเติบโตของธุรกิจจะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคง ก็ต่อเมื่อการเติบโตนั้นสามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้คนใน Ecosystem ได้พร้อมกัน

นายรังสรรค์ พวงปราง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า Ecosystem ของ PTG ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพียงเพื่อผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงเกษตรกร ผู้ประกอบการ พันธมิตรทางธุรกิจ และชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระบบนิเวศทางธุรกิจของบริษัท โดย PTG เชื่อว่าการเติบโตของธุรกิจจะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อการเติบโตนั้นดำเนินควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อผู้คนใน Ecosystem ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น การสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับชุมชน หรือการทำงานร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อพัฒนาบริการและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคม

การพัฒนาธุรกิจของ PTG จึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการขยายเครือข่ายบริการหรือการเพิ่มจำนวนสาขาเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมกันใน Ecosystem เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปพร้อมกัน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของผู้คน

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจสามารถเข้าถึงผู้คนได้ในทุกพื้นที่ บริการสามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค และ Ecosystem สามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้คนในทุกภาคส่วน แนวคิด Powering Thai Lives : Everywhere • Everyday • Everyone จึงไม่ใช่เพียงทิศทางธุรกิจของ PTG แต่เป็นแนวทางในการเชื่อมโยงผู้คน เศรษฐกิจ และสังคมไทย เข้าสู่คุณภาพชีวิตที่ “อยู่ดี มีสุข” อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ นายพิทักษ์ ย้ำอีกว่า กลยุทธ์ “Powering Thai Lives: Everywhere • Everyday • Everyone” ไม่ได้เป็นเพียงแผนสำหรับปี 2569 แต่เป็นทิศทางระยะยาวขององค์กร โดย “Everywhere” คือการวางโครงสร้างพื้นฐานให้สินค้าและบริการของ PTG เข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ “Everyday” คือเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ที่จะทำให้ PTG เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของลูกค้ามากขึ้น ส่วน “Everyone” คือการทำให้การเติบโตขององค์กรสร้างคุณค่าร่วมแก่ผู้คนในระบบนิเวศของบริษัท

บริษัทไม่ได้มองการแข่งขันแบบแยกเป็นรายธุรกิจอีกต่อไป แต่กำลังวางตำแหน่งองค์กรให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ผ่านการเชื่อมโยง 13 แบรนด์ในเครือ เข้ากับ Max World Touchpoints กว่า 6,126 จุดทั่วประเทศ ณ สิ้นปี 2568 และตั้งเป้าขยายเป็นมากกว่า 7,000 จุดภายในสิ้นปี 2569 ควบคู่กับฐานสมาชิก PT Max Card กว่า 25 ล้านราย ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคมากกว่า 153,150 ล้านโอกาส

ในมิติของ “Everywhere” บริษัทจะเดินหน้าขยายเครือข่ายบริการให้ครอบคลุมทั้งสถานีบริการน้ำมัน ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก ศูนย์บริการยานยนต์ และแบรนด์ในเครืออื่น ๆ เช่น กาแฟพันธุ์ไทย, Coffee World, Autobacs และ Subway เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าและบริการของ PTG ได้ในทุกพื้นที่และหลากหลายรูปแบบการใช้ชีวิตมากขึ้น

ขณะที่ “Everyday” จะเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโต โดย PTG ต้องการเพิ่มความถี่การใช้บริการของลูกค้าจากเดิมที่แวะเติมน้ำมันสัปดาห์ละครั้ง สู่การเข้ามาใช้บริการทุกวันผ่านธุรกิจ Non-Oil ที่ตอบโจทย์กิจวัตรประจำวันมากขึ้น ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และบริการไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้จ่ายกับสินค้าในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สำหรับแผนขยายธุรกิจปี 2569 บริษัทตั้งเป้าขยาย “กาแฟพันธุ์ไทย” สู่ประมาณ 3,000 สาขา จากการเพิ่มอีก 800-1,000 สาขา ขณะที่สถานีบริการน้ำมันจะเพิ่มอีกราว 50-60 สาขา และยังอยู่ระหว่างพิจารณาแบรนด์ใหม่เพิ่มเติม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของ Ecosystem ให้ครอบคลุมโอกาสการใช้บริการของผู้บริโภคมากขึ้น

ด้านระบบสมาชิกและดิจิทัลแพลตฟอร์ม PTG ตั้งเป้าเพิ่มสมาชิก PT Max Card จากกว่า 25 ล้านราย เป็นประมาณ 27 ล้านราย แบ่งเป็นสมาชิกบัตรแดงเพิ่มอีกราว 500,000 ราย และสมาชิกกลุ่มบัตรทั่วไปเพิ่มอีกราว 1.8-2.0 ล้านราย ขณะเดียวกัน MaxMe Application ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 1 ล้านราย บริษัทต้องการผลักดันให้เพิ่มขึ้นใกล้ระดับ 2 ล้านรายภายในสิ้นปี เพื่อรองรับการใช้สิทธิประโยชน์และเชื่อมต่อบริการต่าง ๆ ได้สะดวกมากขึ้น

ในเชิงเป้าหมายธุรกิจ PTG ตั้งเป้ายอดขายน้ำมันเติบโต 3-5% จากฐานปี 2568 ที่อยู่ราว 6,500 ล้านลิตร ส่วนธุรกิจ Non-Oil ตั้งเป้าเติบโตเชิงรุกมากกว่า โดยเฉพาะ “กาแฟพันธุ์ไทย” ที่คาดยอดขายปี 2569 มากกว่า 10,000 ล้านบาท จากปีก่อนราว 6,000 ล้านบาท และคาดว่าธุรกิจ Non-Oil โดยรวมจะเติบโตมากกว่า 50%

แม้รายได้รวมของกลุ่มยังมาจากธุรกิจ Oil มากกว่า 90% แต่ในมุมอัตรากำไรขั้นต้น ธุรกิจ Non-Oil มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสิ้นปี 2568 สัดส่วนกำไรขั้นต้นของ Non-Oil อยู่ที่ประมาณ 40% และมีโอกาสเพิ่มเป็น 45% ในปี 2569 เร็วกว่ากรอบเป้าหมายเดิมที่บริษัทเคยวางไว้ว่าจะเข้าใกล้ระดับ 50:50 ในช่วงปี 2572 โดยหากการขยายธุรกิจเป็นไปตามแผน ปี 2570 อาจเห็นสัดส่วนใกล้ 50% ได้เร็วขึ้น

สำหรับงบลงทุนปี 2569 PTG วางไว้ที่ 4,000-4,500 ล้านบาท โดยให้น้ำหนักกับ Non-Oil มากขึ้นอย่างชัดเจน แบ่งเป็นงบธุรกิจใหม่ราว 1,000 ล้านบาท งบขยายและพัฒนา Non-Oil ประมาณ 2,500 ล้านบาท และงบฝั่ง Oil ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะเน้นการปรับปรุงสถานีบริการให้รองรับกลยุทธ์ Everyday และ Everyone มากกว่าการขยายเชิงปริมาณ

นายพิทักษ์ กล่าวอีกว่า การลงทุนต่อจากนี้จะไม่ใช่เพียงการเพิ่มสาขา แต่เป็นการยกระดับจุดให้บริการให้เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น เพื่อให้การใช้จ่ายภายใน Ecosystem ของ PTG ไม่ได้จบแค่การซื้อสินค้าและบริการ แต่ยังมีส่วนช่วยกระจายรายได้และสร้างโอกาสให้ผู้คนในระบบด้วย

ในส่วนของธุรกิจน้ำมัน PTG ระบุว่า ปัญหาน้ำมันหมดชั่วคราวในบางสถานีที่ผ่านมาเกิดจากความต้องการใช้ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ มากกว่าการขาดแคลนน้ำมันของประเทศ โดยย้ำว่าประเทศไทยยังมีปริมาณสำรองเพียงพอ แต่ข้อจำกัดอยู่ที่การขนส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการให้ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น

สำหรับการบริหารสต๊อก บริษัทระบุว่ายังดูแลลูกค้าตามพฤติกรรมการใช้จริง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ พร้อมยืนยันว่าไม่มีแรงจูงใจในการกักตุนสินค้า เพราะไม่เพียงผิดกฎหมาย แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าในระยะยาว

กรณีภาครัฐกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันสำรองน้ำมันเพิ่มจาก 1% เป็น 1.5% และทยอยเป็น 3% บริษัทประเมินว่าจะทำให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ โดยหากคิดจากปริมาณขายของ PTG การสำรอง 1% คิดเป็นราว 10 ล้านลิตร และหากเพิ่มเป็น 3% จะอยู่ที่ราว 30 ล้านลิตร หรือใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มประมาณ 200-300 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี PTG มองว่า ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการเร่งปรับโครงสร้างการเติบโตจากธุรกิจ Oil ไปสู่ธุรกิจ Non-Oil มากขึ้น ผ่านการผสานเครือข่ายออฟไลน์ ฐานสมาชิก และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อผลักดันองค์กรจากผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมัน สู่การเป็น Ecosystem ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างเต็มรูปแบบ

Back to top button