SSP กางแผน 5 ปี รุกหนัก “พลังงานทดแทน” ดันกำลังผลิตทะยานแตะ 1,000 MW

SSP โชว์ผลงานปี 68 โกยรายได้ 3.26 พันลบ. กำไรหลัก 618.7 ลบ. บอร์ดใจดีเคาะจ่ายปันผล 0.205 บาท/หุ้น จ่อขึ้น XD 5 พ.ค.นี้ กางแผน 5 ปีรุกหนักพลังงานทดแทน ดันกำลังผลิตรวมทะยานแตะ 1,000 MW


นายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ ประจำปี 2568 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568) ว่า บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 3,263.9 ล้านบาท และมีกำไรหลักจากการดำเนินงาน (COP) อยู่ที่ 618.7 ล้านบาท

ขณะที่ผลประกอบการงวดไตรมาส 4/2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 895.4 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 126.2 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 16.4 เมื่อเทียบกับงวดไตรมาส 3/2568 และมีกำไรจากการดำเนินงาน (COP) อยู่ที่ 236.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 117.3 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 98.4 เมื่อเทียบกับงวดไตรมาส 3/2568

สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่เติบโตขึ้นนั้น ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการรับรู้ผลประกอบการเต็มปีภายหลังการเข้าถือหุ้น 100% ในโครงการร่มเกล้าวินด์ฟาร์ม (วินชัย) ผนวกกับค่าความเร็วลมในประเทศไทยที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีก่อน ส่งผลให้ปริมาณการผลิตของโครงการดังกล่าวเติบโตขึ้น

นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นยังมีค่าความเข้มของแสงเพิ่มขึ้น ตลอดจนการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต (Repowering) ของโครงการ SPN ที่ทยอยแล้วเสร็จตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/2568 ได้เข้ามาช่วยลดผลกระทบจากกรณีที่รายได้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ของโครงการ SPN หมดลง ส่งผลให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้ารวมฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับที่ดีขึ้น และคาดการณ์ว่าจะสามารถเห็นปริมาณการขายไฟฟ้าของโครงการ SPN ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2569

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดผลการดำเนินงานปี 2568 เป็นเงินสดในอัตรา 0.205 บาทต่อหุ้น โดยเตรียมนำเสนอเพื่อขออนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ในวันที่ 27 เมษายน 2569 ซึ่งกำหนดวันขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 และมีกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569

โดยปัจจุบัน SSP มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมอยู่ที่ 367 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะชุมชนอีกจำนวน 2 โครงการ ซึ่งมีขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 19.8 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ภายในช่วงไตรมาส 4/2569 นอกจากนี้ ในปี 2570 บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมเพื่อ COD โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยเพิ่มเติมอีก 3 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 108.6 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม “บาโก” ในประเทศฟิลิปปินส์ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 150 เมกะวัตต์

นายวรุตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในกรอบแผนการดำเนินงาน 5 ปี บริษัทฯ มุ่งเน้นกลยุทธ์การ COD โครงการใหม่ๆ ผ่านการขยายพอร์ตการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยรูปแบบพลังงานที่หลากหลาย อาทิ โซลาร์ฟาร์ม วินด์ฟาร์ม โรงไฟฟ้าขยะชุมชน ตลอดจนธุรกิจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของรายได้ โดยบริษัทฯ มุ่งสู่เป้าหมายที่จะผลักดันกำลังการผลิตติดตั้งในระยะ 5 ปีข้างหน้า ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องจนแตะระดับ 1,000 เมกะวัตต์

สำหรับทิศทางในปี 2569 บริษัทฯ มีปัจจัยหนุนการเติบโตของรายได้ ทั้งจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต (Repowering) โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ SPN ในประเทศไทยที่แล้วเสร็จและฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการรับรู้รายได้จากโครงการโซลาร์ฟาร์ม LEO 2 ในประเทศญี่ปุ่น ที่ได้เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าไปแล้วในช่วงไตรมาส 4/2568 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาส 4/2569 การ COD โรงไฟฟ้าขยะชุมชนในประเทศไทยจำนวน 2 โครงการ จะเข้ามาช่วยสนับสนุนให้รายได้จากการขายไฟฟ้ารวมในปี 2569 เติบโตเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน” นายวรุตม์ กล่าวทิ้งท้าย

Back to top button