
ส.อ.ท. จับตาสงครามดัน ‘ทอง-น้ำมัน’ ผันผวน เตือนรัฐเตรียมรับมือกรณีเลวร้ายที่สุด
ส.อ.ท. ชี้สงครามตะวันออกกลางดันราคาทองคำ–น้ำมันผันผวน ระยะสั้นกระทบจิตวิทยาตลาด แต่หากสถานการณ์ลุกลาม เสี่ยงดันราคาน้ำมันพุ่งแรง กระทบต้นทุนทั่วโลก แนะรัฐเร่งประเมินแผนน้ำมันสำรอง เพื่อรับมือกรณีเลวร้ายที่สุด
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ( ส.อ.ท. ) เปิดเผยว่า ต้องจับตาสถานการณ์ความตรึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำและน้ำมันตลาดโลก รวมถึงราคาในประเทศไทยมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น
“ในช่วงสั้นผลกระทบทางจิตวิทยาราคาน้ำมันคงพุ่งขึ้นแน่นอน แต่กระเตื้องขึ้นไม่มาก ต้องติดตามว่าสงครามจะยืดเยื้อหรือไม่ หรือเพียงแค่เฉพาะจุด และจับตาดูพันธมิตรของอิหร่าน เช่น ประเทศในตะวันออกกลางว่าประเทศใดจะออกมาเป็นตัวกลาง หรือประเทศมหาอำนาจที่สนับสนุนอิหร่าน ได้แก่ จีน และรัสเซียจะมีท่าทีอย่างไร รวมถึงจะมีการปะทะรุนแรงแค่ไหน ซึ่งในระยะยาวหากสถานการณ์บานปลายก็จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น“
อย่างไรก็ตาม หวังว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ยืดเยื้อหรือบานปลาย เพราะจะกลายเป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งในบริเวณดังกล่าวใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ และมีการขนส่งน้ำมันทางเรือค่อนข้างหนาแน่นมีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมัน
นายเกรียงไกร กล่าวว่าภาคพลังงานจะเป็นตัวแปรที่สำคัญ หากมีการโจมตีนอกเหนือจากที่ได้มีการตกลงกันไว้ เช่น บ่อน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมันของอิหร่าน เพื่อต้องการทำลายเศรษฐกิจของอิหร่าน เช่นเดียวกับกรณีของรัสเซีย ยิ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มมากขึ้นไปอีก ส่งผลกระทบทั่วโลก และเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าใดนัก
“กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) จะต้องมีการประเมินความเสี่ยงในระดับต่างๆ ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว หากสงครามบานปลายจนถึงขั้นมีการปิดอ่าว ไทยจะมีน้ำมันสำรองใช้ได้นานแค่ไหน จะกระทบมากน้อยอย่างไร กระทรวงพลังงานและบริษัทน้ำมันควรหารือร่วมกันโดยด่วน เพื่อวางแผนรับมือสถานการณ์ ดูว่าจะมีผลกระทบกับไทยมากน้อยแค่ไหน พร้อมเตรียมเส้นทางขนส่งน้ำมันสำรองควบคู่กันไป หากมีการปิดช่องแคบหรือเส้นทางขนส่งปกติ“

