บลจ.กสิกรไทย มองศึกอิหร่านกระทบจำกัด ชี้เป้าน้ำมัน 90 เหรียญเป็นจุดสูงสุดระยะสั้น

บลจ.กสิกรไทยประเมินสถานการณ์อิหร่านกระทบการลงทุนจำกัด แม้กรณีเลวร้ายปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจดัน WTI แตะ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่มองเป็นเพียงจุดสูงสุดระยะสั้น แนะใช้จังหวะราคาดีดแรงขายทำกำไร พร้อมแนะถือทองคำ 5–10% กระจายความเสี่ยง


หลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย (KAsset) ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้(1 มี.ค. 2569) ว่า บลจ.กสิกรไทย ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในอิหร่าน ต่อการลงทุนในปัจจุบันยังมีจำกัด แต่ยังต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด โอกาสเกิดสงครามระดับภูมิภาคยังอยู่ในกรอบที่จำกัด โดยแม้ฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศ จะตกเป็นเป้าหมาย แต่หากประเมินจากรูปแบบความขัดแย้งในอดีต การโจมตีลักษณะนี้มักเป็นไปเพื่อส่งสัญญาณป้องปราม มากกว่าการมุ่งเปิดสงครามทำลายล้างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม KAsset ยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

มุมมองต่อกรณีเลวร้าย (Worst scenario) กรณีปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)

ประเมินโอกาสเกิดขึ้นยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากการปิดช่องแคบจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงจีนซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของอิหร่านเอง จึงเป็นมาตรการที่อิหร่านพยายามหลีกเลี่ยง

อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีดังกล่าวซึ่งอาจจะกระทบแหล่งรายได้ของประเทศในกลุ่ม GCC (Gulf Cooperation Council) แต่โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ มีกลไกรองรับแรงกระแทกที่แข็งแกร่ง จากการมีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติซึ่งมีขนาดใหญ่ และมีสภาพคล่องสูงพอที่จะพยุงเศรษฐกิจในประเทศ

ผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยง

น้ำมัน–รายงานจาก Bloomberg ชี้ว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันของอิหร่าน ราคาน้ำมันอาจขึ้นไปถึงระดับสูงในสภาวะ disruption ที่รุนแรง

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงที่เกิดการโจมตีโดยตรงในปี 2025 ดัชนีสำคัญอย่าง Dow Jones และ S&P 500 ปรับตัวลงในช่วงสั้นๆ เท่านั้น และตลาดสามารถปรับตัวขึ้นได้หลังจากเหตุการณ์ผ่านไป 1 – 3 เดือน

คำแนะนำการลงทุนกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์

แนะนำให้ใช้จังหวะที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นแรงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นโอกาสในการลดน้ำหนักการลงทุน

โดยใน กรณีฐาน (base case) มองว่าอิหร่านมีแนวโน้มจะถูกกดดันให้ยอมประนีประนอมในบางรูปแบบ เนื่องจากเป้าหมายสูงสุดของระบอบการปกครองของอิหร่านยังคงเป็นการอยู่รอดของรัฐบาลเอง

แม้ใน กรณีที่เลวร้ายกว่า เช่น อิหร่านเลือกยกระดับความขัดแย้งอย่างรุนแรงด้วยการพยายามรบกวนการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยังมองว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในกรณีดังกล่าว (WTI มีโอกาสโอกาสแตะ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) มีแนวโน้มเป็นจุดสูงสุดระยะสั้น (local peak) มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรราคาขาขึ้นที่ยืดเยื้อ เนื่องจากหากมีการใช้กำลังเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง ก็มักจะตามมาด้วยการคลี่คลายความตึงเครียดและการกลับเข้าสู่ภาวะที่ตลาดประเมินอุปทานได้เป็นปกติมากขึ้น

ที่สำคัญ ปัจจัยพื้นฐานของตลาดน้ำมันในระยะกลางยังคงมีลักษณะอ่อนตัวเชิงโครงสร้าง โดย IEA คาดว่าอุปทานน้ำมันโลกในปี 2026 จะสูงกว่าอุปสงค์ราว 3.73 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นภาวะอุปทานส่วนเกินที่มีนัยสำคัญ และจะเป็นปัจจัยจำกัดความยั่งยืนของการปรับขึ้นของราคาที่เกิดจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

ภายใต้บริบทดังกล่าว ยังคงมองว่าการปรับขึ้นแรงของราคาน้ำมัน เป็นโอกาสในการขายทำกำไร / ลดสถานะ มากกว่าการไล่ซื้อในจังหวะที่ราคาเร่งตัวขึ้น โดย KAsset ยังคงเป้าหมายราคาน้ำมัน WTI ณ สิ้นปี 2026 ที่ 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

แนะนำให้ลงทุนในทองคำ 5-10% ของพอร์ตการลงทุน โดยเป็นการลงทุนควบคู่กับสินทรัพย์อื่นเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการลงทุน เช่น ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อัตราเงินเฟ้อ และภาระทางการคลังทั่วโลก

ทั้งนี้ หากนักลงทุนท่านใดมีการถือทองคำมากกว่า 10% ของการลงทุนทั้งหมด เราแนะนำให้สามารถทยอยขายทำกำไรออกมาก่อนได้เช่นกัน เพราะ

1.มีน้ำหนักการลงทุนมากกว่าที่เราแนะนำ

2.ราคาทองคำจะมีโอกาสปรับลงภายหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย

Back to top button