“พบชัย” กาง 3 ฉากทัศน์อิหร่านระอุ แนะเก็บหุ้นสื่อสาร-พลังงานต้นน้ำหลบภัย

"พบชัย ภัทราวิชญ์" วิเคราะหฺวิกฤตอิหร่าน–สหรัฐฯ ทำตลาดหุ้นเข้าโหมด Risk-off เผย 3 ฉากทัศน์รับมือสงครามตะวันออกกลาง พร้อมเปิดโผหุ้นหลุมหลบภัย ชูกลุ่มสื่อสาร-พลังงานต้นน้ำเด่น


นายพบชัย ภัทราวิชญ์ นักกลยุทธ์ตลาดหุ้น ตลาดอนุพันธ์ และสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่ม SCBX เปิดเผยผ่านรายการ ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 2 มี.ค.69 ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ส่งผลให้ตลาดทุนเข้าสู่ภาวะ Risk-off หรือการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อถือครองสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดไม่ได้อยู่ในสภาวะตื่นตระหนก (Panic Sell) เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนประเมินว่าความขัดแย้งอาจไม่ยืดเยื้อหรือลุกลามรุนแรง

นักวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นระหว่าง อิหร่าน และ สหรัฐอเมริกา ว่าอาจพัฒนาไปได้ 3 ฉากทัศน์หลัก ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมัน ตลาดทุน และภาพรวมเศรษฐกิจไทยแตกต่างกัน

ฉากทัศน์ที่ 1: การโจมตีจำกัดและยุติเร็ว (ความน่าจะเป็น 30%)
กรณีผู้นำอิหร่านเลือกเปิดทางเจรจามากกว่าการยกระดับการสู้รบ การปะทะอาจอยู่ในวงจำกัดและคลี่คลายอย่างรวดเร็ว ผลกระทบต่อราคาพลังงานคาดว่าจะเป็นลักษณะดีดตัวแรงระยะสั้น (Overshoot) ก่อนปรับฐานลง
ในด้านตลาดทุน ดัชนี SET Index มีโอกาสย่อตัวช่วงสั้น ก่อนฟื้นตัวกลับได้ค่อนข้างเร็ว หากสถานการณ์ไม่ลุกลาม

ฉากทัศน์ที่ 2: ยืดเยื้อแต่ไม่ขยายวงกว้าง (ความน่าจะเป็น 50% – กรณีหลัก)
ความขัดแย้งดำเนินต่อเนื่องแต่ยังจำกัดพื้นที่ ไม่ขยายสู่ประเทศอื่นในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม มีความเสี่ยงที่อาจมีการประกาศปิด ช่องแคบฮอร์มุซ อย่างเป็นทางการ
ในกรณีนี้ ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มยืนเหนือระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลต่อเนื่อง ส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นไทยอาจเผชิญแรงขายและแกว่งตัวซึมลงราว 3–4% จากความกังวลต้นทุนพลังงานและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย

ฉากทัศน์ที่ 3: สงครามระดับภูมิภาค (ความน่าจะเป็น 20%)
กรณีเลวร้ายที่สุด หากเกิดการสูญเสียผู้นำระดับสูงและนำไปสู่การตอบโต้จากอิหร่านและพันธมิตร เช่น ฮูตี และ ฮิซบอลเลาะห์ ต่อฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง สถานการณ์อาจขยายวงเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค

ผลกระทบในกรณีดังกล่าวอาจรุนแรง โดยดัชนี SET Index มีโอกาสปรับลดลงมากกว่า 5% จากแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัว โดยอัตราการเติบโตของ GDP อาจอยู่เพียง 0.5–1.5% จากผลกระทบต้นทุนพลังงานสูงและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทย ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมในสัดส่วนที่แตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุนและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ มีดังนี้

1.กลุ่มปิโตรเคมี: ได้รับแรงกดดันจากส่วนต่างราคาสินค้า (Spread) ที่อาจลดลงเมื่อต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น

2.กลุ่มสายการบิน: ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นทุนหลักปรับตัวสูงขึ้น

3.กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม: ความเสี่ยงจากการลดลงของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

4.กลุ่มโรงไฟฟ้า: ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น

5.กลุ่มโรงพยาบาล (ระดับบน): โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่มีฐานลูกค้าเป็นผู้ป่วยจากตะวันออกกลางจำนวนมาก เช่น BH (บำรุงราษฎร์) ซึ่งแนะนำให้หลีกเลี่ยงหรือทำกำไรระยะสั้นไปก่อน

กลุ่มที่ได้รับประโยชน์ระยะสั้น

กลุ่มพลังงานต้นน้ำ: ได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ เช่น PTTEP, PTT และ BCP

สำหรับกลยุทธ์และคำแนะนำการลงทุน ในสภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังและพิจารณาทางเลือกการลงทุนที่ปลอดภัย ดังนี้

  1. การเลือกหุ้นรายตัว (Stock Selection)

Defensive & Domestic Play: เน้นหุ้นที่เน้นตลาดในประเทศและไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น

กลุ่มสื่อสาร: ADVANC และ TRUE ซึ่งมีความผันผวนต่ำต่อปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

กลุ่มขนส่ง: BEM

กลุ่มโรงพยาบาลที่เน้นในประเทศ: CHG (จุฬารัตน์) เนื่องจากมีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติจากตะวันออกกลางน้อยมาก

หลุมหลบภัย (Safe Haven): พิจารณาการลงทุนในกอง REITs ที่มีความผันผวนต่ำและปันผลสม่ำเสมอ เช่น FTREIT หรือ LHHOTEL (LHS)

  1. แนวรับแนวต้านทางเทคนิค

แนวรับสำคัญ: บริเวณ 1,490 – 1,500 จุด หากดัชนีสามารถยืนเหนือระดับ 1,490 จุดได้ จะมีโอกาสเห็นการดีดตัวกลับในระยะถัดไป

แนวต้าน: ประเมินกรอบบนไว้ที่ระดับ 1,510 จุด

มุมมองเชิงจิตวิทยา: การที่ดัชนีพยายามรักษาตัวที่ระดับ 1,500 จุด สะท้อนว่านักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเกินไป และยังคงรอความชัดเจนจากการเจรจา

แม้สถานการณ์จะมีความไม่แน่นอนสูง แต่อาการของตลาดที่เห็นในปัจจุบันไม่ใช่การตื่นตระหนกแบบรุนแรง (Panic) แต่นักลงทุนเลือกที่จะระมัดระวังมากขึ้น การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการโยกย้ายสินทรัพย์ไปยังกลุ่มที่เป็น Domestic Play หรือหุ้นที่มีความแข็งแกร่งเฉพาะตัว เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้ โดยมีจุดชี้วัดสำคัญอยู่ที่การรักษาระดับแนวรับที่ 1,490-1,500 จุด เพื่อประคองความเชื่อมั่นของตลาดในระยะสั้น

Back to top button