
“พบชัย” มอง SET ผันผวน รับแรงกดดันสงคราม-น้ำมันพุ่ง เน้นหุ้นพลังงาน-Defensive
“พบชัย ภัทราวิชญ์” บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ SET ผันผวนจากสงคราม-น้ำมันพุ่ง ประเมินกรอบ 1,420–1,460 จุด แนะลงทุนสั้น เน้นพลังงาน-หุ้น Defensive และรอจังหวะสะสมช่วงย่อ
นายพบชัย ภัทราวิชญ์ นักกลยุทธ์ตลาดหุ้น ตลาดอนุพันธ์ และสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่ม SCB เปิดเผยผ่าน “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทยและตลาดโลกในปัจจุบันยังคงเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ขยายวงกว้างต่อเนื่องเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 โดยเฉพาะการเข้ามามีบทบาทของกลุ่มฮูตี (Houthi) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่กระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันในทะเลแดงอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) มีแนวโน้มปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับตลาดภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ยังได้รับแรงพยุงจากหุ้นในกลุ่มพลังงานต้นน้ำ โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในสัปดาห์นี้ไว้ที่ระดับ 1,420–1,460 จุด
สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความเป็นไปได้ของการปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) และช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก รวมถึงทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตลอดจนความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ นักลงทุนยังคงจับตาการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และการแถลงนโยบายภาครัฐในช่วงต้นเดือนเมษายน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการปรับลดประมาณการกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาด หากราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน
ในด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเน้นการลงทุนระยะสั้นในลักษณะ “เข้าเร็ว ออกเร็ว” เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด หรือชะลอการลงทุนสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้จำกัด
สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน (Hedging) โดยหุ้นพลังงานต้นน้ำ เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP และบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU
รวมถึงกลุ่มปิโตรเคมี เช่น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) ที่ขยายตัว โดยแนะนำให้รอจังหวะราคาปรับฐานเพื่อทยอยสะสม
นอกจากนี้ ยังแนะนำกลุ่มหุ้นเชิงรับ (Defensive Stocks) ที่มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน หรือมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE กลุ่มการแพทย์ เช่น บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS, บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH และบริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG รวมถึงกลุ่มค้าปลีก เช่น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC และบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC
ขณะเดียวกัน หุ้นที่มีอัตราเงินปันผลสูงและมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ยังเป็นอีกทางเลือกสำหรับการลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว ในช่วงที่ตลาดปรับฐานลง เพื่อสร้างกระแสรายได้ที่สม่ำเสมอให้กับพอร์ตการลงทุน