“พบชัย” ชี้ SET ผันผวน จับตา MSCI Rebalance กดดันหุ้นใหญ่ แนะรอสะสม TRUE-GULF

“พบชัย ภัทราวิชญ์” มอง SET สัปดาห์นี้แกว่งไซด์เวย์ในกรอบ 1,485-1,515 จุด จับตา MSCI Rebalance กดดันหุ้นใหญ่ แนะรอจังหวะสะสม TRUE-GULF หลังราคาย่อตัว ชี้พื้นฐานยังแข็งแกร่ง รับงบ Q1 หนุนตลาดระยะสั้น


นายพบชัย ภัทราวิชญ์ นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่ม SCB เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่าดัชนีตลาดมีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนในกรอบ โดยประเมินแนวต้านไว้ที่ 1,510-1,515 จุด และแนวรับที่ 1,485-1,490 จุด ท่ามกลางปัจจัยบวกและลบที่เข้ามาสลับกันกดดันตลาด

สำหรับบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียช่วงเช้าวันนี้ ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดนบวกเล็กน้อย โดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้นโดดเด่นจากปัจจัยบวกเฉพาะตัว ขณะที่ตลาดอื่น ๆ ยังไม่ได้ตอบสนองเชิงลบต่อกรณีสหรัฐปฏิเสธข้อเสนอด้านสันติภาพจากอิหร่านมากนัก เนื่องจากตลาดรับรู้ประเด็นดังกล่าวไปพอสมควรแล้ว

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ คือ การเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคม เพื่อหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งตลาดคาดว่าประเด็นหารืออาจครอบคลุมถึงสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเร่งรัดการเจรจากับอิหร่าน รวมถึงการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ หากการหารือมีพัฒนาการเชิงบวก อาจส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนในช่วงปลายสัปดาห์

อีกประเด็นสำคัญ คือ การประกาศทบทวนดัชนี MSCI รอบใหม่ในวันที่ 13 พฤษภาคม ซึ่งรอบนี้มีการปรับหลักเกณฑ์การคำนวณ Free Float ทำให้มีความเป็นไปได้ที่หุ้นไทยบางตัวอาจถูกปรับลดน้ำหนัก หากไม่ผ่านเกณฑ์ใหม่ โดยหุ้นขนาดใหญ่ที่ตลาดคาดว่าอาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA, บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT

หากมีการปรับลดน้ำหนักจริง กองทุนต่างประเทศที่อิงดัชนีจะต้องทยอยลดสัดส่วนการลงทุน โดยประเมินว่าเม็ดเงินอาจไหลออกประมาณ 40-60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจกดดันดัชนี SET ราว 1-1.5% อย่างไรก็ตาม มองว่าผลกระทบจะไม่รุนแรงในลักษณะปรับฐานแรง แต่เป็นการอ่อนตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป

ฝ่ายวิจัยแนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังการลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงถูกลดน้ำหนักในระยะสั้น โดยเฉพาะหลังการประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการ และอาจรอจังหวะเข้าทยอยสะสมหลังผ่านช่วง Effective Date เนื่องจากหลายบริษัทยังมีพื้นฐานแข็งแกร่ง เช่น TRUE และ GULF ซึ่งการปรับตัวลงหากเกิดขึ้นจะมาจากปัจจัยเชิงเทคนิคมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน

ด้านผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนุนตลาดในระยะสั้น พบว่าภาพรวมบริษัทที่ประกาศผลแล้ว คิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาด มีกำไรเติบโต 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 22% จากไตรมาสก่อนหน้า อีกทั้งยังออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดเฉลี่ยประมาณ 11%

อย่างไรก็ตาม แม้ผลประกอบการไตรมาสแรกจะออกมาแข็งแกร่ง แต่ยังต้องติดตามแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2 อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจได้รับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนชะลอตัวลง

ทั้งนี้ จากผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาดในไตรมาสแรก ทำให้แรงกดดันต่อการปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดลดลง และมีโอกาสที่ EPS ตลาดจะทรงตัวบริเวณ 94 บาทต่อหุ้นได้ในระยะนี้

Back to top button