น้ำมันดิบ WTI-Brent พุ่งกว่า 8% ทะลุ 72 ดอลลาร์ เซ่นวิกฤตสงคราม “สหรัฐ-อิหร่าน”

ราคาน้ำมัน WTI พุ่ง 8% ทะลุ 72 ดอลล์ เบรนท์ทะลุ 79 ดอลล์ ผวาสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน นักวิเคราะห์ UBS ชี้เบรนท์จ่อทะลุ 120 ดอลล์ ขณะที่ทรัมป์ลั่นเดินหน้าปฏิบัติการทหารต่อ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนที่ว่าสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านอาจลุกลามจนไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อปริมาณน้ำมันในตลาดโลก โดยเมื่อเวลา 20.05 น. ตามเวลาประเทศไทย ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนเมษายน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.41 ดอลลาร์ หรือร้อยละ 8.07 สู่ระดับ 72.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.32 ดอลลาร์ หรือร้อยละ 8.67 สู่ระดับ 79.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สถานการณ์ความตึงเครียดดังกล่าวยังทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาระบุอย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะเดินหน้าใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายทั้งหมดที่วางไว้

ด้านมุมมองของนักวิเคราะห์จากธนาคารยูบีเอส (UBS) ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ ได้ระบุในรายงานประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดสปอตอาจพุ่งทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยได้รับผลกระทบจากการทำสงครามดังกล่าว ทั้งนี้ ทางยูบีเอสระบุว่า “เรามองว่าความรวดเร็วในการฟื้นตัวของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และขอบเขตของการตอบโต้ของอิหร่าน จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อราคาน้ำมันในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า”

ขณะที่นายอมาร์พรีต ซิงห์ นักวิเคราะห์ของบาร์เคลย์ส (Barclays) คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจปรับตัวแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเลวร้ายลง โดยระบุย้ำว่า “ยังไม่มีใครรู้ว่าวิกฤตครั้งนี้จะจบลงอย่างไร แต่ในระหว่างนี้ ตลาดน้ำมันต้องเผชิญกับความกลัวที่เลวร้ายที่สุด และเราไม่สามารถมองข้ามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อตลาดน้ำมัน”

นอกจากนี้ นายแอนดี ไลพาว ประธานบริษัท Lipow Oil Associates กล่าวเตือนว่า การส่งออกน้ำมันของอิหร่านอาจปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานะผู้นำของอิหร่าน ความไม่สงบภายในประเทศ ตลอดจนการนัดหยุดงานของกลุ่มแรงงานในแหล่งผลิตและท่าเรือน้ำมัน ทั้งนี้ ปัจจุบันอิหร่านมีกำลังการผลิตน้ำมันอยู่ที่ราว 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน

สอดคล้องกับรายงานจาก Rystad Energy บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน ซึ่งเปิดเผยว่า ปัจจุบันการเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้แทบจะยุติลงโดยสิ้นเชิง เนื่องจากบริษัทขนส่งทางเรือต่างพากันหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว ขณะที่ข้อมูลจากบริษัท Kpler ระบุเพิ่มเติมว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา มีการขนส่งน้ำมันเฉลี่ยมากกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของการส่งออกน้ำมันดิบทางทะเลทั่วโลก โดยประมาณ 3 ใน 4 ของปริมาณการส่งออกดังกล่าวนั้น เป็นการจัดส่งไปยังประเทศจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

Back to top button