“ฐกฤต” ชี้ SET ผันผวนหนัก รับศึกตะวันออกกลาง แนะลงทุนแบบ Selective Buy หุ้นพื้นฐานแกร่ง

“ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์” ประเมินตลาดหุ้นไทยผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยจับตาแนวรับสำคัญที่ระดับ 1,425–1,400 จุด แนะนักลงทุนใช้กลยุทธ์ลงทุนแบบ Selective Buy เน้นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและได้อานิสงส์จากราคาพลังงานพุ่ง


นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้มีความผันผวนสูงจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกอยู่ในโหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง โดยประเมินแนวรับสำคัญของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่บริเวณ 1,425 จุด และแนวรับทางจิตวิทยาที่ 1,400 จุด

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งไม่ลุกลามเป็นสงครามขนาดใหญ่ ตลาดมีโอกาสฟื้นตัวตามสถิติในอดีต เนื่องจากเหตุการณ์สงครามมักสร้างความผันผวนในช่วงแรก ก่อนที่ตลาดจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นเมื่อความเสี่ยงเริ่มคลี่คลาย

สำหรับปัจจัยที่ตลาดให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ราคาน้ำมันดิบ เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตพลังงานสำคัญของโลก โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของการขนส่งน้ำมันทางทะเลทั่วโลก หากเกิดการหยุดชะงักอาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรงได้

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณเชิงบวกบางส่วน หลังสหรัฐเริ่มประกาศมาตรการคุ้มครองเส้นทางเดินเรือในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานได้ในระดับหนึ่ง

ในเชิงเศรษฐกิจ หากราคาน้ำมันปรับขึ้นทุก 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2% ซึ่งจะส่งผลให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยอาจปรับลดช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ขณะเดียวกัน หากราคาน้ำมันปรับขึ้นสู่ระดับ 90–100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ลดลงจากประมาณ 2% เหลือราว 1.6% และหากราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจกดดันการเติบโตเหลือประมาณ 1.3% เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานค่อนข้างสูง คิดเป็นประมาณ 6.5% ของ GDP

ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนใช้วิธี Selective Buy โดยแบ่งตามสถานการณ์ของสงคราม ดังนี้ ความตึงเครียดยังยืดเยื้อ กลุ่มที่ได้ประโยชน์คือ พลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น เช่น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP

กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน เช่น ถ่านหินและยางพารา อาจได้อานิสงส์ตามราคาพลังงาน เช่น บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU รวมถึงกลุ่มพลังงานที่คาดว่าได้รับผลกระทบน้อยที่สุดอย่าง บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF

หากสถานการณ์คลี่คลาย กลุ่มที่มีโอกาสฟื้นตัวเร็วคือ ท่องเที่ยวและบริการ รวมถึงกลุ่มโรงแรม เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC และ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW

นอกจากนี้ยังมองว่า หุ้นธนาคารพาณิชย์ อาจได้รับประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มทรงตัวหรือปรับขึ้น โดยเฉพาะธนาคารที่มีคุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่ง เช่น ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB

ทั้งนี้ นักลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำและยังไม่มีสถานะลงทุน อาจพิจารณา ทยอยสะสมหุ้นเมื่อดัชนีอ่อนตัว แทนการเข้าซื้อเต็มพอร์ตทันที ขณะที่ผู้ที่ถือหุ้นอยู่แล้วควรบริหารความเสี่ยง โดยพิจารณาลดพอร์ตหรือกำหนดจุดตัดขาดทุนในหุ้นที่ไม่ได้อยู่ในธีมได้ประโยชน์จากสถานการณ์ปัจจุบัน

Back to top button