
“คลัง-ธปท.” ผนึก IMF จัดประชุมโลกปี 69 ดันเศรษฐกิจดิจิทัลสู้วิกฤต
คลัง-ธปท. ยืนยันไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF-World Bank ปี 69 ชูแนวคิดเสริมพลังประชาชนและสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจ พร้อมประเมินวิกฤตตะวันออกกลางกระทบจีดีพีเพียง 0.1-0.2% ย้ำเสถียรภาพไทยยังแกร่ง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการหารือร่วมกับกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และผู้ว่าการธนาคารโลก (World Bank) โดยยืนยันความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ในเดือนตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นการกลับมาใช้สถานที่จัดงานเดิมอีกครั้งในรอบ 35 ปีนับตั้งแต่ปี 2534
โดยงานดังกล่าวถูกขนานนามว่าเป็น “โอลิมปิกแห่งวงการการเงิน” โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คนจาก 191 ประเทศ รัฐบาลได้กำหนดแนวคิดหลักคือ “Thailand New Horizons: Empowering People, Building Resilience” มุ่งเน้นการพัฒนาคนในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสร้างภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นต้นแบบให้ประเทศในภูมิภาค โดยย้ำว่าการจัดงานนี้เป็นวาระของคนไทยทุกคนที่ต้องร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับ IMF ที่มีมาตั้งแต่ปี 2492 โดยชี้ว่าการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี นโยบาย และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ธปท. จึงมุ่งส่งเสริมความยืดหยุ่นทางการเงินภายใต้แนวคิด “การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุมเพื่อสุขภาวะทางการเงิน” เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และปกป้องกลุ่มผู้เปราะบางไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
พร้อมกันนี้ยังเตรียมเปิดตัวเอกสารพิมพ์เขียว (Blueprint paper) ร่วมกับ IMF และธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการก้าวไปข้างหน้าสำหรับประเทศสมาชิก
นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวยกย่องศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์และความงดงามของผ้าไหมไทย พร้อมแบ่งปันความประทับใจจากการเดินทางเยือนไทยครั้งที่ 50 ทั้งประสบการณ์การนั่งรถตุ๊กตุ๊ก การเรียนมวยไทย และการอนุรักษ์ปลาในเขตอภัยทานริมวัดที่สะท้อนถึงความมีชีวิตชีวาของสายน้ำ
โดยได้เน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1. ความซาบซึ้งใจที่ไทยเป็นเจ้าภาพ 2. ความเชื่อมั่นว่าไทยจะเป็น “เมืองหลวงแห่งการเงิน” ที่ดึงดูดการลงทุน และ 3. การชื่นชมหัวข้อพลวัตและความสามารถในการฟื้นตัว
นอกจากนี้ ผู้จัดการ IMF ชี้ว่าปัจจุบันจีดีพีโลกเติบโตลดลงเหลือ 3.2-3.3% จากปัญหาผลิตภาพ (Productivity) โดยเสนอ 3 แนวทางแก้ไข คือ การระดมทุนผ่านตลาดทุน การนำ AI มาใช้ซึ่งอาจช่วยเพิ่มผลิตภาพในเอเชียได้ถึง 1% และการใช้ทรัพยากรมนุษย์ให้ถูกประเภท
ด้านนายเอกนิติ ได้อธิบายเสริมว่า ไทยเรียนรู้จากบทเรียนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ปัจจุบันรัฐบาลกำลังเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรับมือกับภาวะสังคมผู้สูงอายุ
สำหรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผู้จัดการ IMF ประเมินความเสี่ยงไว้ 3 ช่องทาง ได้แก่ วิกฤตพลังงาน ความเชื่อมั่นของตลาด และการหยุดชะงักของการเดินทางและการค้า
ด้าน นายวิทัย ประเมินว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน โดยอาจทำให้จีดีพีลดลงราว 0.1-0.2% แต่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคโดยรวมยังคงแข็งแกร่ง มีเงินกู้ต่างประเทศต่ำและมีกันชนรองรับความผันผวนที่ดี ส่วนอัตราเงินเฟ้อนั้น แม้ราคาน้ำมันจะมีสัดส่วนถึง 13% ในการคำนวณตะกร้าเงินเฟ้อ แต่คาดว่าเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.2-0.3% ซึ่งยังบริหารจัดการได้ นอกจากนี้ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับ 60 วัน และมีแหล่งพลังงานทดแทนอื่นๆ
ด้านนโยบายการเงิน ธปท. ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้าไปแล้วตั้งแต่สัปดาห์ก่อนเพื่อรองรับความเสี่ยง ซึ่งหากราคาน้ำมันพุ่งสูงจากระดับ 80 กว่าดอลลาร์ในปัจจุบันไปจนเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือสถานการณ์บานปลายกว่าสงคราม 12 วันในปีที่ผ่านมา ธปท. และรัฐบาลก็พร้อมออกมาตรการดูแลเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ธปท. ได้หารือกับธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้ความช่วยเหลือกลุ่มลูกค้าที่ทำธุรกรรมหรือธุรกิจในภูมิภาคตะวันออกกลางแล้ว