
ดาวโจนส์ร่วง 695 จุด ผวาจ้างงานพุ่ง กดดัน “เฟด” เบรกลดดอกเบี้ย
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก นำโดยดัชนี Nasdaq ที่ดิ่งลงกว่า 4% หลังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ทรุดตัวรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี ปัจจัยหลักมาจากรายงานตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงเกินคาดการณ์กว่า 2 เท่า จุดชนวนความกังวลว่าเฟดอาจหันกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ผสานกับแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักในวันศุกร์ (5 มิ.ย.) โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 50,866.78 จุด ลดลง 695.15 จุด หรือ -1.35% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,383.74 จุด ลดลง 200.57 จุด หรือ -2.64% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,709.43 จุด ลดลง 1,121.53 จุด หรือ -4.18% ซึ่งได้รับแรงกดดันจากการดิ่งลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวลดลงหนักที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 หลังจากรายงานตัวเลขการจ้างงานเดือนพฤษภาคมของสหรัฐอเมริกาออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินให้มีความเข้มงวดมากขึ้น
ทั้งนี้ แรงเทขายได้กระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และหุ้นเทคโนโลยี ซึ่งก่อนหน้านี้มีการปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จนดัชนี Nasdaq Composite และ S&P500 สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้หลายครั้ง การร่วงลงอย่างหนักของหุ้นกลุ่มชิปในครั้งนี้ กดดันให้ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลดลงรายวันรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ขณะที่ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor ทรุดตัวลงหนักที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) หายไปมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ดัชนี S&P500 ยังได้ยุติสถิติการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องถึง 9 สัปดาห์ติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติขาขึ้นที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่รอบก่อนหน้าที่สิ้นสุดลงในเดือนธันวาคม 2566
นักวิเคราะห์จาก Carson Group ระบุว่า หลังจากราคาหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง 9 สัปดาห์ ในที่สุดแรงเทขายก็ปะทุขึ้น ประกอบกับตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งกว่าคาดการณ์ ทำให้เฟดตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากต่อการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี ตลาดจึงเลือกเทขายหุ้นที่เคยเป็นผู้นำในการปรับตัวขึ้นก่อนหน้านี้ ด้านนักวิเคราะห์จาก Wells Fargo ประเมินว่า การร่วงลงของตลาดในรอบนี้ถูกขับเคลื่อนจากปัจจัยด้านการจัดพอร์ตการลงทุนมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน โดยมองว่าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์อยู่ในภาวะที่มีการซื้อมากเกินไป (Overbought) จึงเกิดแรงขายทำกำไร อย่างไรก็ตาม ยังไม่มองว่าเป็นจุดสิ้นสุดของแนวโน้มขาขึ้นสำหรับหุ้นกลุ่มนี้
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานเดือนพฤษภาคม โดยเพิ่มขึ้นถึง 172,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มากกว่า 2 เท่า ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ระดับ 4.3% รายงานดังกล่าวแม้จะสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับทำให้ความหวังเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดในระยะใกล้แทบจะหมดไป ขณะนี้ตลาดการเงินได้ให้น้ำหนักราว 42.7% ที่เฟดจะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group Inc. หรือ CME
นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความหวังที่ลดลงต่อการยุติสงครามในตะวันออกกลางและการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสร้างความกังวลว่าแรงกดดันด้านราคาพลังงานอาจลุกลามจนกลายเป็นปัญหาเงินเฟ้อในวงกว้าง ทางด้านอิหร่านยังคงยืนยันให้การสนับสนุนกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ พร้อมเรียกร้องให้อิสราเอลถอนกำลังออกจากพื้นที่เลบานอนตอนใต้ ส่งผลให้ความพยายามในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งรวมถึงการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แม้ว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะได้พยายามเจรจาหยุดยิงไปแล้วถึง 3 ครั้ง และแม้ความรุนแรงในภาพรวมจะลดลง แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงมีการตอบโต้กันผ่านการโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่อง
ในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมที่คำนวณในดัชนี S&P500 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวร่วงลงหนักที่สุดถึง 5.8% ขณะที่หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยความเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัวพบว่า Nvidia Corporation หรือ NVDA ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุด ร่วงลง 6.2% ขณะที่หุ้น Intel Corporation หรือ INTC, Micron Technology, Inc. หรือ MU, Advanced Micro Devices, Inc. หรือ AMD และ Broadcom Inc. หรือ AVGO ปรับตัวลดลงรุนแรงในระดับ 7.9% ถึง 13.3%
ทางด้านหุ้น Lululemon Athletica Inc. หรือ LULU ร่วงลง 8.6% หลังจากบริษัทได้ปรับลดคาดการณ์ผลกำไรตลอดทั้งปี และรายงานคาดการณ์กำไรในไตรมาสที่ 2 ต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้ สวนทางกับหุ้น The Cooper Companies, Inc. หรือ COO ที่พุ่งขึ้น 8.6% หลังรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ส่วนหุ้นในกลุ่มคริปโทเคอร์เรนซี อย่าง Coinbase Global, Inc. หรือ COIN และ MicroStrategy Incorporated หรือ MSTR (ระบุในรายงานเบื้องต้นเป็น Strategy) ปรับตัวร่วงลง 7.1% และ 6.9% ตามลำดับ ซึ่งเป็นการปรับตัวลงตามแรงกดดันของราคาบิตคอยน์ที่ร่วงลง 4.1%
ขณะเดียวกัน S&P Global Inc. หรือ SPGI ระบุว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์คุณสมบัติของดัชนีหลัก ซึ่งเท่ากับเป็นการปิดโอกาสที่บริษัท SpaceX ของนายอีลอน มัสก์ จะสามารถถูกนำเข้าคำนวณในดัชนี S&P500 ได้อย่างรวดเร็วหลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แม้บริษัทจะมีแผนในการทำเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกก็ตาม ทั้งนี้ S&P Dow Jones Indices เตรียมที่จะประกาศผลการปรับดัชนี S&P500 หลังปิดตลาด โดย Marvell Technology, Inc. หรือ MRVL ซึ่งมีมูลค่าตลาดมากกว่า 2.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นหนึ่งในบริษัทตัวเต็งที่มีโอกาสจะถูกเพิ่มเข้าสู่ดัชนีในรอบนี้

