โรงกลั่นเฮ! รัฐไฟเขียวส่งออก “น้ำมันเจ๊ท“ เวียด-ปินส์-ลอดช่อง ดับปัญหาสต๊อกล้นคลัง

รัฐบาลอนุญาตให้ผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (เจท เอ 1) ไปยัง 3 ชาติพันธมิตร "เวียดนาม-ฟิลิปปินส์-สิงคโปร์" หวังแก้ปัญหาปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงเหลือพุ่งสูงจนใกล้ล้นคลัง พร้อมรักษาความเชื่อมั่นทางการค้าระหว่างประเทศ ย้ำชัดหากพบสัญญาณความต้องการในประเทศพุ่ง หรือเสี่ยงขาดแคลน อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานสามารถสั่งระงับได้ทันที


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (5 มิถุนายน 2569) ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 9/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2569

โดยจากเดิมที่นายกรัฐมนตรีได้เคยมีคำสั่งเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ให้ระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว (ยกเว้นการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา) ปัจจุบันพบว่าปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงเหลือของโรงกลั่นน้ำมันอยู่ในระดับที่สูงจนใกล้ขีดความสามารถในการจัดเก็บ

ประกอบกับการที่ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาความน่าเชื่อถือทางการค้าระหว่างประเทศ และป้องกันความเสียหายอันเนื่องมาจากการผิดข้อผูกพันตามสัญญาทางการค้าที่ได้มีนิติสัมพันธ์ไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการการจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน รัฐบาลจึงสมควรผ่อนปรนมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินชนิด เจท เอ 1 ไปยังมิตรประเทศที่มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจอันดี ได้แก่ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ และสาธารณรัฐสิงคโปร์

ทั้งนี้ การผ่อนปรนดังกล่าวอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า ปริมาณคงเหลือน้ำมันดีเซลหมุนเร็วหรือน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินชนิด เจท เอ 1 ในภาพรวมของประเทศทั้งที่เป็นของโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมัน จะต้องอยู่ในระดับที่สูงกว่าสภาวะปกติ โดยกำหนดว่าปริมาณน้ำมันดีเซลหมุนเร็วต้องสูงกว่า 1,000 ล้านลิตร หรือปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินชนิด เจท เอ 1 ต้องสูงกว่า 300 ล้านลิตร หากเข้าเงื่อนไขดังกล่าว ให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานมีอำนาจอนุญาตเป็นหนังสือให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถส่งออกไปยัง 3 ประเทศข้างต้นได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานจะต้องพิจารณาการอนุญาตส่งออกโดยอ้างอิงจากแผนปริมาณการกลั่น การผลิต การนำเข้า การซื้อ การจำหน่าย และการส่งออกในช่วง 3 เดือนถัดไป ที่ผู้ค้าน้ำมันได้จัดส่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ รวมทั้งมีอำนาจในการกำหนดปริมาณที่อนุญาตให้ส่งออกได้

นอกจากนี้ ในกรณีที่ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วหรือน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินชนิด เจท เอ 1 ภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือการจัดหาน้ำมันดิบไม่เพียงพอต่อการผลิตภายในประเทศ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานมีอำนาจสั่งลดปริมาณที่ได้อนุญาตไว้ หรือสั่งระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินชนิด เจท เอ 1 ได้ทันที โดยผู้ค้าน้ำมันที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกจะต้องยื่นคำขอหนังสือรับรองการส่งออกเป็นรายเที่ยวต่อไป

ทั้งนี้ การผ่อนปรนมาตรการดังกล่าว ถือเป็นการปลดล็อกและเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อผู้ประกอบการกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ เนื่องจากหากปริมาณสต๊อกน้ำมันสำเร็จรูปพุ่งสูงจนล้นคลัง อาจบีบให้โรงกลั่นจำเป็นต้องลดกำลังการกลั่นลง ซึ่งจะไปกดดันค่าการกลั่นและประสิทธิภาพการทำกำไร

ดังนั้น การเปิดทางให้ระบายน้ำมันเจท เอ 1 สู่ประเทศศูนย์กลางการบินและประเทศที่มีความต้องการสูง จะช่วยให้ผู้ประกอบการอาทิ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC และ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC สามารถรักษากำลังการผลิตไว้ได้ตามแผนงาน และสามารถรับรู้รายได้จากการส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ผลการดำเนินงานของกลุ่มโรงกลั่นปรับตัวดีขึ้น ทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตลอดจนช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกปรับกรณีผิดสัญญาคู่ค้าต่างประเทศ

Back to top button