
CEO บจ.ไทย 80% มั่นใจรายได้โต คาดเศรษฐกิจขยายตัว 2% อานิสงส์ท่องเที่ยว-รัฐใช้จ่าย
ตลท. เปิดผลสำรวจ SET CEO Survey ปี 2569 พบผู้บริหาร 73% คาดเศรษฐกิจไทยโต 1-2% รับอานิสงส์ท่องเที่ยว-รัฐใช้จ่าย และกว่า 80% มั่นใจรายได้บริษัทโตต่อเนื่อง เดินหน้าลงทุนไทย-อาเซียน เน้นสร้างมูลค่าระยะยาว
ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เปิดเผยรายงานผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียน (SET CEO SURVEY: ECONOMIC OUTLOOK 2026) เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจในปี 2569 โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 23 มกราคม ถึง 13 กุมภาพันธ์ 2569 (ก่อนเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569) ซึ่งมีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 234 บริษัท แบ่งเป็นกลุ่ม SET 180 บริษัท และ mai 54 บริษัท จาก 8 อุตสาหกรรม 26 หมวดธุรกิจ คิดเป็นสัดส่วน 53.9% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ผู้บริหารกว่าร้อยละ 73 คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) จะขยายตัวในระดับ 1.1-2% ซึ่งสอดคล้องกับการประมาณการของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ประเมินไว้ราว 2% รวมถึงธนาคารโลก (World Bank) ที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.6% โดยมุมมองดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ปัจจัยสนับสนุนหลัก 3 อันดับแรกมาจากภาคการท่องเที่ยว (25%) นโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ (20%) และเสถียรภาพทางการเมือง (17%) นอกจากนี้ยังมองว่าความก้าวหน้าของเศรษฐกิจดิจิทัล การเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) และการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน จะเป็นปัจจัยเสริมในระยะยาว ทั้งนี้ กลุ่มเทคโนโลยีให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อความต่อเนื่องของนโยบาย ขณะที่กลุ่มเกษตรและอาหารให้น้ำหนักกับภาคการส่งออก
ในทางกลับกัน ความเสี่ยงสำคัญที่กดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้แก่ เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ (21%) กำลังซื้อภายในประเทศ (16%) และหนี้สินภาคครัวเรือนระดับสูง (16%) ซึ่งสองประเด็นหลังมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดและกดทับความสามารถในการบริโภค โดยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างมีความกังวลต่อปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างมาก ส่วนกลุ่มเกษตรและอาหารกังวลเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ผู้บริหารราวครึ่งหนึ่งประเมินว่าจะอยู่ในกรอบเป้าหมายของ ธปท. ที่ระดับ 1-3% ขณะที่บางส่วนมองว่าอาจต่ำกว่า 1% ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่คาดว่าเงินเฟ้อจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบในช่วงครึ่งหลังของปี 2570
ด้านการดำเนินธุรกิจ ผู้บริหารกว่า 80% มีมุมมองเชิงบวกว่ารายได้ของบริษัทจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2569 โดยกว่า 2 ใน 3 ประเมินการเติบโตไว้ที่ 0-10% ซึ่งเป็นการขยายตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป กลุ่มอุตสาหกรรมบริการมีการคาดการณ์การเติบโตในระดับสูงถึงสูงมากกระจุกตัวอยู่มากที่สุด สะท้อนความหวังในการฟื้นตัว ขณะที่กลุ่มการเงินและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มองการเติบโตระดับปานกลาง ส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ยังมีมุมมองที่กระจายตัวสูงจากความไม่แน่นอนของอุปสงค์ ปัจจัยที่เอื้อต่อธุรกิจในช่วง 12 เดือนข้างหน้าคือ การลงทุนภาครัฐ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของอุปสงค์ และการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงเสถียรภาพหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและภาระหนี้ครัวเรือน (59%) ความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐ (41%) และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลก (26%) ซึ่งต้องจับตาการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ต่อไป
ส่วนทิศทางการลงทุน 3 ใน 4 ของผู้บริหารมองว่า 12 เดือนข้างหน้าเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการขยายการลงทุน โดยยังคงให้ความสนใจในประเทศไทย (30%) และกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม (39%) ที่ก้าวมาเป็นจุดหมายหลักในฐานะฐานการผลิตและตลาดเกิดใหม่ รวมถึงมาเลเซียและอินโดนีเซีย นอกจากนี้ ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย รวมถึงภูมิภาคที่อยู่ระหว่างเจรจา FTA อย่างยุโรปและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ได้รับความสนใจเช่นกัน กลุ่มบริการถือเป็นกลุ่มที่มีการกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในหลายประเทศมากที่สุด ในขณะที่บางอุตสาหกรรม (25%) ยังคงมีท่าทีระมัดระวังและไม่มีแผนขยายการลงทุนในช่วงนี้
บริษัทจดทะเบียนได้มีการปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายใน 4 มิติหลัก ได้แก่ 1. การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านการใช้แรงงาน ระบบอัตโนมัติ และพลังงานทดแทน 2. ด้านการลงทุน ที่ 46% ไม่คิดชะลอการลงทุนและยังยึดไทยเป็นฐานหลัก โดยไม่เร่งระดมทุนเพิ่มผ่านการกู้ยืมหรือตราสารทุน 3. ด้านการตลาด โดยปรับราคาสินค้า เปลี่ยนช่องทางจัดจำหน่าย เน้นตลาดเจาะจง (Niche Market) และหาตลาดส่งออกใหม่ และ 4. การปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อความยืดหยุ่น แม้จะยังไม่เร่งดำเนินการควบรวมกิจการ (M&A) ก็ตาม
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญในการจัดสรรทุนขององค์กรคือการสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น (Shareholder Value) โดยซีอีโอส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การเติบโตทางธุรกิจ ผ่านการลงทุนในธุรกิจหลัก (37%) และขยายสู่โอกาสใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการบริหารโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสม มากกว่าการมุ่งเน้นผลตอบแทนระยะสั้นอย่างการจ่ายปันผล การซื้อหุ้นคืน หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืน ซึ่งมุมมองนี้สอดคล้องกันในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม และสอดรับกับแนวทางของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มุ่งส่งเสริมให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการกำกับดูแลกิจการที่ดี

