
BGRIM เร่งขยายพอร์ตพลังงาน–ดิจิทัล รับดีมานด์ Data Center จ่อ COD ใหม่ 600 MW ปีนี้
BGRIM เดินเกมรุกปี 69 ขยายพอร์ตพลังงานสะอาด-ดิจิทัลอินฟราสตรักเจอร์ รับดีมานด์ Data Center โตแรง พร้อมทยอย COD โครงการใหม่รวม 600 เมกะวัตต์ในปีนี้ เร่งพัฒนา Data Center ขนาด 96 เมกะวัตต์ ตั้งเป้านำเข้า LNG สูงสุด 9 ลำ เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ควบคู่วางงบลงทุนระยะยาว ดันกำลังการผลิตแตะ 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 73 พร้อมติดตามความเสี่ยงราคาพลังงาน จากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด
นางสาวศิริวงศ์ บวรบุญฤทัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานการเงินและบัญชี บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจบริษัทผ่านงาน Opportunity Day ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ว่า ผลประกอบการปี 2568 แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ ความผันผวนของราคาพลังงาน อุปสงค์การใช้ไฟฟ้าของบางอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว รวมถึงความไม่แน่นอนจากภาวะการค้าโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แต่บริษัทยังสามารถรักษาผลการดำเนินงานให้อยู่ในระดับแข็งแกร่งได้
ทั้งนี้ในปี 2568 บริษัทมียอดขายไฟฟ้ารวม 15,000 กิกะวัตต์ชั่วโมง และสามารถปิดดีลกำลังการผลิตใหม่ได้อีก 166 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมเชื่อมลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่เข้าสู่ระบบเพิ่มเติมอีก 43.90 เมกะวัตต์
ขณะที่รายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 55,500 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 2,143 ล้านบาท ส่วน EBITDA อยู่ที่ประมาณ 14,700 ล้านบาท และมี EBITDA Margin อยู่ที่ 26.50%
อย่างไรก็ตามหากพิจารณากำไรสุทธิตามงบการเงิน พบว่าเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1,500 ล้านบาท เป็น 1,675 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง หรือ Unrealized FX Loss ที่ลดลงจากปีก่อน
ในด้านฐานะการเงิน สินทรัพย์รวมของบริษัทเพิ่มขึ้น 1% มาอยู่ที่ 183,000 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 3% เป็น 133,000 ล้านบาท จากการออกหุ้นกู้และการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 49,000 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ Net IBD/E ณ สิ้นปี อยู่ที่ 1.90 เท่า ต่ำกว่าเงื่อนไข covenant ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 3 เท่า และยังอยู่ในกรอบเป้าหมายภายในที่บริษัทกำหนดไว้ไม่เกิน 2 เท่า
สำหรับแผนธุรกิจปี 2569 บริษัทจะเดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจพลังงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์ “Empowering the World Compassionately” พร้อมมุ่งหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพและสามารถสร้าง Synergy ร่วมกัน เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว ปัจจุบัน BGRIM มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมประมาณ 4,664 เมกะวัตต์ โดยสัดส่วนหลักยังเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติราว 62-63%
โดยอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเฉลี่ยกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อยู่ที่ประมาณ 17 ปี ขณะที่ลูกค้าอุตสาหกรรม (IU) มีอายุสัญญาเฉลี่ยราว 7.5 ปี
ส่วนพอร์ตโครงการรวมทั้งที่เปิดดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างก่อสร้างหรือพัฒนา ปัจจุบันอยู่ที่ 6,625 เมกะวัตต์ โดยบริษัทตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตแตะ 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 และคาดว่ามากกว่า 50% ของพอร์ตจะเป็นพลังงานหมุนเวียน
ในเชิงกลยุทธ์ BGRIM ยังคงยึดแนวทาง Green Leap Strategy เพื่อสร้าง Value Chain ครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำด้านเชื้อเพลิงยั่งยืน ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากก๊าซและพลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงธุรกิจปลายน้ำที่ให้บริการพลังงานแบบครบวงจรแก่ลูกค้าอุตสาหกรรม ผ่านระบบสายส่ง ระบบจำหน่าย และโซลูชันพลังงานสีเขียว
ด้านการขยายธุรกิจต่างประเทศ ปัจจุบันบริษัทมีการลงทุนกระจายอยู่ในหลายประเทศ ทั้งในอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาว และกัมพูชา รวมถึงเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการในยุโรป เช่น อิตาลี กรีซ และออสเตรเลีย เพื่อรองรับเป้าหมายกำลังการผลิต 10,000 เมกะวัตต์ในปี 2573
โดยหนึ่งในดีลสำคัญในช่วงต้นปีที่ผ่านมา คือการเข้าซื้อหุ้น 25% ในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังน้ำรวม 26 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 406 เมกะวัตต์ ในรัฐเมน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทันที และช่วยกระจายพอร์ตการลงทุนของบริษัทให้มีความหลากหลายมากขึ้น
ขณะเดียวกัน BGRIM ยังเร่งต่อยอดสู่ธุรกิจ Digital Infrastructure as a Service ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ Data Center, Energy Platform as a Service และ Industrial Digital Services
ในส่วนของ Data Center บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 96 เมกะวัตต์ IT Load แบ่งเป็น 2 เฟส โดยเฟสแรกขนาด 48 เมกะวัตต์ คาดเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 4 ปี 2569 และเฟสที่สองอีก 48 เมกะวัตต์ คาดว่าจะตามมาในไตรมาส 2 ปี 2570 พร้อมแผนขยายกำลังรวมมากกว่า 300 เมกะวัตต์ ในอนาคต
ส่วน Energy Platform as a Service จะรองรับการซื้อขายและบริหารจัดการพลังงานในนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงรองรับโครงการ Direct PPA ขนาด 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยบริหารทั้งด้านการผลิตและการใช้ไฟฟ้า ทั้งจากโรงไฟฟ้าของ BGRIM เองและโครงการลงทุนอื่น ๆ และมีศักยภาพพัฒนาเป็นอีกหนึ่งแหล่งรายได้ใหม่ของบริษัท
ขณะที่ Industrial Digital Services จะเน้นการให้บริการโซลูชันดิจิทัลในนิคมอุตสาหกรรม เช่น ระบบบริหารจัดการน้ำ อากาศ ถนน การปล่อยคาร์บอน และโซลูชันด้านความยั่งยืน
สำหรับความคืบหน้าโครงการสำคัญ บริษัทระบุว่า โครงการ ARECO Solar Power Plant ในฟิลิปปินส์ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วตั้งแต่ปลายปีก่อน และได้รับสิทธิ Feed-in Tariff จากภาครัฐ ขณะที่โครงการ Huong Hoa1 Onshore Wind Farm ในเวียดนาม มีความคืบหน้าก่อสร้างราว 60% และคาดว่าจะ COD ได้ภายในปีนี้ ส่วนโครงการ Nakwol1 Offshore Wind Farm ในเกาหลีใต้ มีความคืบหน้าราว 72% และยังเดินหน้าตามแผน
ในส่วนของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ปัจจุบันงานก่อสร้างมีความคืบหน้าประมาณ 16% โดยฐานรากและงานโครงสร้างหลักคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปีนี้
สำหรับแผนใช้เงินลงทุนถึงปี 2573 หากพิจารณาในระดับโครงการรวมเพื่อบรรลุเป้าหมาย 10,000 เมกะวัตต์ บริษัทประเมินว่าต้องใช้เม็ดเงินลงทุนรวมประมาณ 440,000 ล้านบาท แต่ด้วยโครงสร้างการลงทุนร่วมกับพันธมิตรและการใช้เครื่องมือทางการเงิน คาดว่าส่วนที่ BGRIM ต้องใช้จริงในรูปทุนจะอยู่ที่ราว 40,000-50,000 ล้านบาท
ในส่วนของแนวโน้มปี 2569 บริษัทประเมินว่าเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตประมาณ 1.50% ขณะที่ราคาก๊าซสำหรับกลุ่ม SPP เฉลี่ยจะอยู่ในกรอบ 270-290 บาทต่อ MMBTU ต่ำกว่าปี 2568 ที่เฉลี่ยราว 323 บาทต่อ MMBTU อย่างไรก็ดี การประเมินดังกล่าวยังไม่ได้รวมผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและอิสราเอล
ด้านธุรกิจ LNG บริษัทตั้งเป้านำเข้า LNG สูงสุด 9 ลำ ในปีนี้ เพื่อใช้กับลูกค้าก๊าซและโรงไฟฟ้าของบริษัท ขณะที่ประเมินว่า Global Minimum Tax (GMT) จะยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาษีที่ต้องจ่ายในปี 2569
ปัจจัยหนุนสำคัญของปีนี้ยังมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ในนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะจากลูกค้ากลุ่ม Data Center, Electronics และ Semiconductor ปัจจุบันบริษัทได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับลูกค้า Data Center แล้ว 100 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะมีลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่เข้าสู่ระบบอีก 50-60 เมกะวัตต์ ในปีนี้ รวมทั้งอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้า Data Center เพิ่มเติมอีก 2-3 ราย
นอกจากนี้ BGRIM คาดว่าในปี 2569 จะมีโครงการใหม่ทยอย COD รวมกันราว 600 เมกะวัตต์ พร้อมเดินหน้าปรับสูตรค่าไฟให้เชื่อมโยงกับราคาก๊าซมากขึ้น โดยตั้งเป้าปรับสูตรกับลูกค้าเดิมได้ราว 25-30% ภายในปี 2571
ด้านนโยบายภาครัฐ บริษัทระบุว่ากำลังติดตามความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) และโครงการที่เกี่ยวข้องกับ Direct PPA โดยเฉพาะโครงการ Quick Big Win ซึ่งเปิดโอกาสสำหรับการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงในปริมาณถึง 2,000 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการโซลาร์ชุมชนที่มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 1,500 เมกะวัตต์ โดย BGRIM ยืนยันว่ามีความพร้อมเข้าร่วมเมื่อภาครัฐเปิดรับซื้ออย่างเป็นทางการ
สำหรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง บริษัทประเมินว่า หากเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง อาจส่งผลให้ราคาก๊าซและน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่ปัจจุบันยังไม่มีการปิดเส้นทางดังกล่าว ขณะที่ภาครัฐไทยได้เตรียมมาตรการรองรับ ทั้งการจัดหาแหล่งก๊าซเพิ่มเติมจากอ่าวไทย การเลื่อนแผนซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซ การใช้ถ่านหินและพลังน้ำเพิ่ม รวมถึงการจัดตั้งทีมติดตามสถานการณ์พลังงานตลอด 24 ชั่วโมง
ส่วน BGRIM ระบุว่าได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด บริหารลูกค้าภายในระบบ และเร่ง COD โครงการพลังงานหมุนเวียน เพื่อช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงในระยะต่อไป

