SCB EIC ชี้เสี่ยงปิดช่องแคบ “ฮอร์มุซ” ดันน้ำมันแตะ 75 ดอลลาร์ กด GDP ไทยปี 69 ชะลอตัว

SCB EIC ประเมินหากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ 2–6 สัปดาห์ ราคาน้ำมัน Brent อาจพุ่งเฉลี่ย 75 ดอลลาร์/บาร์เรล กด GDP ไทยปี 69 ชะลอ 0.3% และเสี่ยงชะลอลงมากสุด 0.8% หากสงครามลุกลาม


ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางว่า หากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกิดการติดขัดเป็นระยะเวลา 2–6 สัปดาห์ จากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานบางส่วนและการปิดช่องแคบของอิหร่าน ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาค (Regional war) จนทำให้การขนส่งพลังงานในภูมิภาคหยุดชะงัก ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจพุ่งขึ้นเฉลี่ยแตะระดับ 107 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ทั้งนี้ ในกรณีฐานที่ราคาน้ำมันเฉลี่ยปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะเร่งตัวขึ้นราว 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ และอาจส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก (GDP โลก) ชะลอลงประมาณ 0.2–0.4 จุดเปอร์เซ็นต์

แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ธนาคารกลางประเทศหลักชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มใช้แนวทาง “Wait-and-see” มากขึ้น และอาจชะลอแผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากทั้งราคาพลังงานและมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2026 SCB EIC ประเมินว่าอาจชะลอลง 0.3–0.8 จุดเปอร์เซ็นต์ จากผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้น โดยในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ย 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลงราว 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่หากเกิดสถานการณ์รุนแรงและราคาน้ำมันเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยอาจชะลอลงได้มากถึง 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์

ด้านเงินเฟ้อไทยในปี 2026 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1.5% ซึ่งจะช่วยให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ระดับ 1–3% ได้เร็วขึ้น จากแรงหนุนของราคาพลังงานโลกที่เร่งตัว อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาค เงินเฟ้อไทยอาจเร่งตัวขึ้นเกินระดับ 4% ได้

ในด้านนโยบายการเงิน SCB EIC มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม เพื่อรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลาง

สำหรับภาคธุรกิจไทยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้ว่าสัดส่วนการส่งออกไปตะวันออกกลางจะไม่สูงมาก แต่บางอุตสาหกรรมยังพึ่งพาตลาดดังกล่าวในระดับหนึ่ง เช่น สินค้าเกษตรและอาหารบางประเภท รวมถึงรถยนต์นั่ง

ขณะที่ธุรกิจจำนวนมากอาจเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ปัญหาการขนส่ง และราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain)

นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจ Healthcare ยังมีความเสี่ยงชะลอตัวจากข้อจำกัดด้านการเดินทางและความกังวลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ รวมถึงพืชพลังงานบางชนิด อาจได้รับอานิสงส์จากความต้องการกักตุนสินค้าในตลาดโลกและราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจช่วยหนุนรายได้ของภาคเกษตรในระยะสั้น

Back to top button