SCB EIC ชี้ส่งออก มี.ค. โตเกือบ 19% ฟากตัวเลข “นำเข้า” พุ่งสุดรอบ 4 ปี

SCB EIC เผยส่งออกไทยเดือน มี.ค. 69 โต 18.7% รับอานิสงส์อิเล็กทรอนิกส์-สหรัฐฯ ทว่าสงครามกดดันตลาดตะวันออกกลางหดตัวแรง ด้านนำเข้าพุ่ง 35.7% สูงสุดรอบ 51 เดือน ดันขาดดุลต่อเนื่อง


ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ซึ่งอยู่ภายใต้กลุ่ม บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยภาพรวมการส่งออกของไทยในเดือนมีนาคม 2026 ว่ายังคงขยายตัวในระดับสูง โดยมีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตถึง 18.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากระดับ 9.9% ในเดือนก่อนหน้า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นการขยายตัวมากกว่าที่ทาง SCB EIC ประเมินไว้ที่ 11.6% และสูงกว่าค่ากลางของ Reuters Poll ที่ 9.8% ทั้งนี้ หากพิจารณามูลค่าการส่งออกที่ปรับฤดูกาลแล้วพบว่าขยายตัว 4.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยในไตรมาสแรกของปี 2026 ขยายตัวอย่างต่อเนื่องที่ 17.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยปัจจัยหนุนสำคัญที่ขับเคลื่อนการส่งออกในเดือนนี้ มาจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และกระแสการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐอเมริการะลอกใหม่ หลังจากสหรัฐฯ เตรียมตั้งกำแพงภาษีใหม่ตามมาตรา 301 โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงถึง 43.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สินค้าที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (ขยายตัว 166.6%) เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ (ขยายตัว 129.1%) วงจรพิมพ์ (ขยายตัว 43.8%) และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (ขยายตัว 34.2%) ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ยังคงได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และแนวโน้มการลงทุนด้าน Data center ทั่วโลก สินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้การส่งออกโดยรวมของไทยในเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 9.2% หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการเติบโตของการส่งออกรวมทั้งหมด

สำหรับการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา ขยายตัวสูงถึง 41.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าที่เติบโต 40.5% โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ซึ่งขยายตัวสูงถึง 64.2% ปัจจัยเร่งส่วนหนึ่งมาจากการที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าโดยใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ทำให้สหรัฐฯ ต้องลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยจาก 19% ลงมาเหลือ 10% เป็นการชั่วคราวจนถึงวันที่ 24 กรกฎาคม ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังศึกษาแนวทางการตั้งกำแพงภาษีตามมาตรา 301 กับคู่ค้าหลักทั่วโลกรวมถึงไทย ส่งผลให้เกิดการเร่งผลิตและส่งออกล่วงหน้า นอกจากนี้ การส่งออกเครื่องประดับแท้ยังขยายตัวสูงถึง 187.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการส่งออกไปอินเดียที่พุ่งทะยานถึง 3,155.4%

ด้าน การส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลาง (ME 15) กลับหดตัวอย่างรุนแรงถึง 57.1% ในเดือนมีนาคม เพื่อรับผลกระทบจากภาวะสงครามในอิหร่าน โดยตลาดหลัก 3 แห่งที่หดตัวหนัก ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ลดลง 67.1%) ซาอุดีอาระเบีย (ลดลง 55.5%) และตุรกี (ลดลง 20.5%) ขณะที่สินค้าหลัก 5 รายการที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ (ลดลง 67.5%) ผลิตภัณฑ์ยาง (ลดลง 55.1%) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (ลดลง 53.5%) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (ลดลง 47.5%) และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (ลดลง 41.4%)

ในฟากของการนำเข้า SCB EIC ระบุว่ามูลค่าการนำเข้าในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 38,496.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 35.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการเร่งตัวสูงสุดในรอบ 51 เดือน (กว่า 4 ปี) และสูงกว่าประมาณการของทั้ง SCB EIC (24.2%) และ Reuters Poll (20.3%) อย่างมาก การขยายตัวดังกล่าวเป็นผลมาจากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปที่พุ่งขึ้น 64.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะทองคำ และอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น แผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัวกว่า 181.6%) ซึ่งไทยต้องนำเข้าจากจีนและไต้หวันเพื่อนำมาผลิตและส่งออกต่อ รวมไปถึงสินค้าทุนที่ขยายตัว 28.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามแนวโน้มความต้องการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและ Data center ภาพรวมมูลค่านำเข้าไทยในไตรมาสแรกของปี 2026 จึงขยายตัวต่อเนื่องที่ 32.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) ในเดือนมีนาคมขาดดุลต่อเนื่อง 3,339.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้ไตรมาสแรกของปีนี้ไทยขาดดุลการค้าสะสมแล้วถึง 9,476.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับมุมมองในระยะข้างหน้า SCB EIC ประเมินว่าดุลการค้าของไทยมีแนวโน้มที่จะแย่ลงอีก แม้มูลค่าการส่งออกจะมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากการที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยกลายเป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก แต่ในระยะถัดไปการส่งออกอาจชะลอตัวลงอย่างมากเมื่อเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างเต็มที่ ประกอบกับแรงกดดันจากการหดตัวของตลาดตะวันออกกลาง ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่ามูลค่าการส่งออกไทยปี 2026 จะขยายตัวได้ 3% ในกรณีฐาน ขณะที่มูลค่าการนำเข้าของไทยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวสูงอย่างต่อเนื่อง นำโดยการนำเข้าจากจีน สินค้ากึ่งสำเร็จรูปกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นมากหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนที่สูงถึงราว 8% ของ GDP (บทวิเคราะห์โดย ภาวัต แสวงสัตย์ และ วิชาญ กุลาตี นักเศรษฐศาสตร์ประจำศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC)

Back to top button