
SCB EIC ชี้สงครามตะวันออกกลางดัน LNG พุ่ง เตือนรับมือค่าไฟทะลุ 4.9 บ./หน่วย
SCB EIC เตือนสงครามตะวันออกกลางดันราคา LNG โลกพุ่ง 91% กระทบต้นทุนผลิตไฟฟ้าไทย เสี่ยงดันค่าไฟทะลุ 4.9 บาท/หน่วยในปลายปี 69 แนะรัฐ-เอกชนเร่งปรับตัวรับมือด่วน
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB EIC เปิดเผยบทวิเคราะห์ประเมินผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดกว่าร้อยละ 91 จากระดับ 10.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ (ก่อนเกิดสงคราม) มาอยู่ที่ 20.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน โดยคาดว่าราคาจะอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องแม้จะมีการเจรจาหยุดยิง เนื่องจากผลของสงครามทำให้การขนส่ง LNG บริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัด และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญถูกโจมตีจนเสียหายอย่างถาวร
โดยเฉพาะแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติ Ras Laffan ของกาตาร์ที่ถูกโจมตี ทำให้ต้องลดกำลังการผลิตลงราว 12.8 ล้านตันต่อปี หรือลดลงร้อยละ 17 ของกำลังการผลิตในแหล่งดังกล่าว (คิดเป็นร้อยละ 3 ของอุปทานโลก) ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานถึง 3-5 ปี ปัจจัยนี้จะกดดันให้ราคา LNG ทรงตัวในระดับสูงในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความกังวลของประเทศในแถบเอเชียและยุโรป อย่างไรก็ดี SCB คาดว่าอุปสงค์และอุปทานจะสามารถกลับมาสมดุลมากขึ้นหลังช่วง 2 ปีข้างหน้า จากการเพิ่มกำลังการผลิตของสหรัฐฯ และอุปสงค์ที่คาดว่าจะลดลงจากการหันไปใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย สงครามดังกล่าวได้กดดันต้นทุนค่าไฟฟ้าผ่าน 2 ปัจจัยหลัก คือ 1. ราคาก๊าซ LNG นำเข้า (อ้างอิง JKM) ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนก๊าซฯ ในไทยสูงขึ้น และ 2. ก๊าซ LNG จากกาตาร์ไม่สามารถส่งมอบให้ไทยได้ครบตามสัญญาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ส่งผลให้ไทยต้องเร่งจัดหาก๊าซฯ ทดแทนในตลาดจร (Spot Market) ที่มีราคาสูง ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยพึ่งพา LNG นำเข้าถึงร้อยละ 33 ของก๊าซฯ ที่ใช้ในโรงไฟฟ้า (มาจากแหล่งกาตาร์ร้อยละ 7)
จากปัจจัยดังกล่าว SCB ประเมินในกรณีฐาน (Baseline) ที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซและท่อสำรอง (Yanbu/Fujairah) ทำได้เพียงร้อยละ 20 ว่า ราคา LNG จะทรงตัวในระดับสูง โดยราคาเฉลี่ยนำเข้าในปี 2569 จะอยู่ที่ 17.94 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งจะผลักดันให้ค่าไฟฟ้าในปลายปี 2569 สูงถึง 4.9 บาทต่อหน่วย แต่หากภาครัฐมีมติให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คงภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าค้างรับสะสม (AF) ไว้ที่ระดับ 36,000 ล้านบาท จะช่วยชะลอการเร่งตัว ทำให้ค่าไฟเฉลี่ยมาอยู่ที่ราว 4.1 บาทต่อหน่วยในปี 2569 และ 4.0 บาทต่อหน่วยในปี 2570
อย่างไรก็ตาม ในกรณีสถานการณ์รุนแรงมาก (Severe) จนสงครามลุกลามและโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายอย่างหนัก การขนส่งพลังงานอาจทำได้ต่ำกว่าร้อยละ 10 ส่งผลให้ราคา LNG นำเข้าเฉลี่ยในปี 2569 พุ่งสูงถึง 36.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ดันค่าไฟฟ้าสูงถึง 5.7 บาทต่อหน่วย และแม้จะมีการคงภาระค่า AF ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยช่วงปี 2569-2570 ก็ยังจะอยู่ในระดับสูงราว 4.3 บาทต่อหน่วย (ปี 2569 อยู่ที่ 4.4 บาท และปี 2570 อยู่ที่ 4.2 บาท)
SCB แนะนำว่า ภาครัฐควรเร่งดำเนินมาตรการรับมือปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบ โดยในระยะสั้น ควรบริหารค่าไฟฟ้าและค่า Ft อย่างยืดหยุ่น ทยอยปรับให้สอดคล้องกับต้นทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมพิจารณาประเด็นภาระหนี้ กฟผ. อย่างรอบคอบ เพราะหากรัฐตรึงค่าไฟที่ 3.88 บาทต่อหน่วยไปจนถึงปลายปี 2569 ต้นทุนคงค้าง (AF) อาจพุ่งสูงถึง 70,000 ล้านบาท ซึ่งจะกระทบต่อเครดิตของ กฟผ. และฐานะการคลังของประเทศ นอกจากนี้ ควรเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าจากแหล่งที่ไม่ใช้ก๊าซธรรมชาติให้มากกว่าร้อยละ 20 ของปริมาณปกติ เช่น พลังน้ำนำเข้าจาก สปป.ลาว โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ
ในระยะยาว ภาครัฐควรบริหารเชื้อเพลิงเชิงยุทธศาสตร์ เร่งเพิ่มแหล่งพลังงานสะอาดที่สามารถจ่ายไฟได้ต่อเนื่อง (Base load) เช่น โซลาร์และลมควบคู่ระบบกักเก็บพลังงานตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงศึกษาการใช้พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และเพิ่มการสำรองพลังงานทางเลือกอื่น ๆ เพื่อลดการพึ่งพา LNG และเสริมความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน
ในส่วนของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวรับมือเช่นกัน โดยระยะสั้น ภาคครัวเรือนควรปรับพฤติกรรม เช่น ตั้งอุณหภูมิแอร์ 26-27 องศาเซลเซียสพร้อมเปิดพัดลม เปลี่ยนใช้หลอดไฟ LED และเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 ส่วนภาคธุรกิจควรเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าช่วงพีก และใช้ระบบติดตามการบริหารจัดการพลังงาน (Smart Meter / EMS) สำหรับระยะยาว ทั้งสองภาคส่วนควรพิจารณาวางแผนติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง ซึ่งภาคธุรกิจสามารถปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงการดำเนินงานเข้ากับกลยุทธ์ ESG เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวต่อไป

