นักวิเคราะห์ชี้ SET กระเพื่อม “Private Credit” สหรัฐจำกัด! ชูหุ้นพลังงาน–ปันผล พยุงตลาด

นักวิเคราะห์ประเมินแรงกระเพื่อมจากตลาด Private Credit ใน สหรัฐอเมริกา ต่อ SET Index มีแนวโน้มจำกัด แม้อาจสร้างความผันผวนระยะสั้น แต่หุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นปันผลยังมีบทบาทสำคัญในการพยุงดัชนี ท่ามกลางปัจจัยพื้นฐานในประเทศที่ยังแข็งแกร่งและแรงหนุนจากฤดูกาลปันผล


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายในแดนลบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยราคาหุ้นของ BlackRock ปรับตัวลดลง 7.2% หลังบริษัทประกาศจำกัดการไถ่ถอนหน่วยลงทุนจากกองทุน HPS Corporate Lending Fund (HLEND) ที่เพดาน 5% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ภายหลังมีคำขอไถ่ถอนหน่วยลงทุนหลั่งไหลเข้ามารวมประมาณ 9.3%

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าปฏิกิริยาของตลาดในครั้งนี้มีลักษณะตื่นตระหนกเกินความเป็นจริง เนื่องจากเพดานการไถ่ถอนที่ระดับ 5% เป็นกลไกป้องกันเชิงโครงสร้าง ที่ระบุไว้ล่วงหน้าในข้อกำหนดของกองทุน เพื่อป้องกันการเร่งขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว ไม่ได้สะท้อนถึงภาวะขาดสภาพคล่อง และไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานะทางการเงินของ BlackRock แต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน กองทุน HLEND ยังสามารถระดมเงินลงทุนใหม่ได้ถึง 840 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียวกัน และยังคงจ่ายเงินปันผลรายเดือนตามปกติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงแรงกดดันที่เกิดขึ้นใน อุตสาหกรรมสินเชื่อเอกชน (Private Credit) โดยรวมมากกว่าจะเป็นปัญหาเฉพาะของ BlackRock

อย่างไรก็ตาม แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นนั้น แต่ความเข้าใจผิดของตลาดก็สามารถส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนได้ในระยะสั้น

สำหรับตลาดหุ้นไทยในช่วงต้นสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะการซื้อขายวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569 เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดการไถ่ถอนในตลาดสินเชื่อเอกชนของสหรัฐฯ มีโอกาสส่งผลกระทบทางอ้อมต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดไทย แต่คาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด

แม้ประเทศไทยจะมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับตลาดสินเชื่อเอกชนของบริษัทขนาดกลางในสหรัฐฯ ค่อนข้างน้อย แต่ดัชนี SET มักมีความอ่อนไหวต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันต่างชาติ

ทั้งนี้ ตลาดคาดการณ์ถึงปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปิดการซื้อขายเช้าวันจันทร์ ดังนี้

  1. แรงกดดันจากภาวะลดความเสี่ยง (Risk-Off) ผลกระทบที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุดคือภาวะลดความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลก หลังจากกองทุนสินเชื่อเอกชนขนาดใหญ่ เช่น HLEND ของ BlackRock หรือ BCRED ของ Blackstone แตะเพดานการไถ่ถอน

ในสถานการณ์ลักษณะนี้ นักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกองทุนบำนาญหรือบริษัทประกัน มักตอบสนองด้วยการ ลดสัดส่วนสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เพื่อระดมเงินสด หรือชดเชยกับสถานะการลงทุนที่ติดอยู่ในกองทุนที่มีข้อจำกัดการไถ่ถอน

สำหรับตลาดหุ้นไทย นักลงทุนต่างชาติซึ่งเป็นแรงขายสุทธิในช่วงต้นเดือนมีนาคมอยู่แล้ว และได้กดดันดัชนี SET ปรับตัวลดลงประมาณ 100 จุด หรือราว 7.7% ในเดือนนี้ อาจยังคงโยกเงินออกจากตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องในระยะสั้น อีกทั้ง หุ้นที่อาจเผชิญแรงขายมากที่สุดคือ หุ้นขนาดใหญ่ (Large-Cap Blue Chips) เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนต่างชาติสามารถขายปรับพอร์ตได้รวดเร็วที่สุด

  1. กลุ่มธนาคาร — บททดสอบความเชื่อมั่น ธนาคารพาณิชย์ไทยยังคงมีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีสภาพคล่องในระดับสูง อีกทั้งยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนจากเงินปันผล อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารมักเคลื่อนไหวสอดคล้องกับความตึงเครียดของระบบการเงินโลก

หากกระแสข่าวช่วงสุดสัปดาห์เน้นไปที่ความเชื่อมโยงของธนาคารกับสินเชื่อเอกชน หุ้นกลุ่มธนาคารไทยอาจเผชิญแรงขายในช่วงเปิดตลาดวันจันทร์จากการ “โดนลูกหลง” ของความกังวลในตลาดโลก ทั้งที่ในความเป็นจริงธนาคารไทยแทบไม่มีความเสี่ยงโดยตรงต่อกองทุนสินเชื่อเอกชนของสหรัฐฯ เหล่านี้

ขณะเดียวกัน หากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศมีการกล่าวถึงประเด็นหนี้เสีย (NPL) หรือคุณภาพสินเชื่อ ก็อาจเพิ่มความกังวลให้กับนักลงทุนที่กำลังจับตาตัวเลขการไถ่ถอน 9.3% ของ HLEND อยู่แล้ว

  1. การโยกเงินสู่สินทรัพย์ปลอดภัย และค่าเงินบาท หากตลาดมองว่าสถานการณ์ในตลาดสินเชื่อเอกชนของสหรัฐฯ อาจเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ นักลงทุนบางส่วนอาจโยกเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย

โดยผลที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ค่าเงินบาทมีความผันผวนและมีโอกาสอ่อนค่า จากกระแสเงินทุนไหลกลับสู่ดอลลาร์สหรัฐ, พันธบัตรรัฐบาลไทยได้รับความต้องการเพิ่มขึ้น จากนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยง และเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจแบนราบลง (Yield Curve Flattening)

แม้เงินบาทอ่อนค่าจะเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออก เช่น อิเล็กทรอนิกส์และอาหาร แต่ในภาวะที่ตลาดมีความกังวลสูง แรงขายในภาพรวมมักมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยบวกจากค่าเงิน

  1. ปัจจัยในประเทศที่อาจช่วยพยุงตลาด แม้บรรยากาศการลงทุนในตลาดโลกจะมีความผันผวน แต่ปัจจัยในประเทศบางส่วนยังอาจช่วยจำกัดแรงกดดันของตลาดหุ้นไทยได้

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูงอาจเป็นแรงหนุนต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน ซึ่งมีน้ำหนักสูงในดัชนี SET

อีกทั้งตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ช่วง XD (Ex-Dividend) ซึ่งหุ้นบางตัวอาจมีแรงซื้อเฉพาะตัวก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD ช่วยลดแรงกดดันจากภาวะตลาดโดยรวม

Back to top button