
INVX เตือน SET เสี่ยง Panic Sell น้ำมันทะลุ 100 เหรียญ แนะถือเงินสด รอสะสมหุ้นปันผล
“อินโนเวสท์ เอกซ์” เตือนดัชนี SET Index เสี่ยงปรับลงจากวิกฤตตะวันออกกลางและราคาน้ำมันพุ่งเหนือ 100 เหรียญ อาจเกิด Panic Sell แนะถือเงินสดเพิ่ม ใช้หุ้นพลังงานอย่าง PTT และ PTTEP เฮดจ์พอร์ต พร้อมสะสมหุ้นปันผล-หุ้นรีบาวด์เมื่อดัชนีอ่อนตัว
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุว่าในบทวิเคราะห์ คาดว่าดัชนี SET จะปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยต้องระมัดระวังแรงขายตื่นตระหนก (Panic Sell) และการขายเพื่อลดความเสี่ยงจาก Sentiment เชิงลบ หลังจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี จากความกังวลว่าการสู้รบอาจยืดเยื้อ รวมถึงความเสี่ยงจากการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเวลานาน ส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อเศรษฐกิจ รวมถึงกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)
ในส่วนของสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ การจัดสรรคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความชัดเจนมากขึ้น และเตรียมเปิดประชุมรัฐสภาในช่วงปลายสัปดาห์นี้
ในเชิงเทคนิค ดัชนีมีความผันผวนค่อนข้างสูง โดยมีแนวรับที่ระดับ 1,355 และ 1,345 จุด หากไม่สามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ อาจปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับต่ำสุดก่อนหน้า (Low) ที่บริเวณ 1,320 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 1,385 และ 1,395 จุด
สำหรับกรอบแนวรับ 1,355-1,345 จุด ส่วนกรอบแนวต้าน 1,385-1,395 จุด
ส่วนในระยะสั้น ประเมินว่าวิกฤติในตะวันออกกลางกำลังยกระดับเข้าสู่ Scenario 3 คือสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อและขยายตัวในระดับภูมิภาค ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้ง SET เข้าสู่ภาวะ Bear Market และเสี่ยงเกิดแรงขายอย่างรุนแรง (Forced Sell) เนื่องจากนักลงทุนโยกย้ายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เช่น ทองคำ เงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) และตราสารหนี้ระยะสั้น
สำหรับประมาณการเศรษฐกิจ เดิมคาดว่า GDP ไทย จะเติบโตที่ 1.7% และกำไรต่อหุ้นของตลาด (EPS ของ SET) อยู่ที่ 95.7 บาท แต่มีแนวโน้มปรับลดลงเหลือ 1.1% และ 91 บาท ตามลำดับ โดยหากประเมินมูลค่าตลาดที่อัตราส่วนราคาต่อกำไร (PER) ระดับ 14 เท่า ซึ่งเป็นระดับก่อนการไหลเข้าของเงินทุนรอบใหญ่ จะสะท้อนระดับดัชนี SET ที่ประมาณ 1,275 จุด
อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่ค่า Equity Risk Premium จะปรับตัวสูงขึ้น (Yield Gap แคบลง) ส่งผลให้มูลค่าตลาดถูกปรับลดลง (Valuation De-rating) จนทำให้ตลาดซื้อขายที่ระดับ PER ประมาณ 12 เท่า ในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst-case) ซึ่งอาจทำให้ดัชนี SET ปรับตัวลงสู่ระดับประมาณ 1,100 จุด เพื่อสะท้อนการไหลออกของเงินทุนอย่างรุนแรง ทั้งนี้ ในอดีตดัชนี SET เคยปรับตัวลงสู่ระดับ PER ประมาณ 12 เท่า ในช่วงวิกฤตรุนแรง เช่นช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 pandemic
ทั้งฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่าในระยะสั้นประเมินว่า SET อยู่ในภาวะ Extreme Risk-Off จากวิกฤติในตะวันออกกลาง ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำและมีความกังวลว่าสงครามอาจยืดเยื้อ มีข้อแนะนำดังนี้
1.เพิ่มสัดส่วนการถือเงินสด (Cash is King) และลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ (1) หุ้นที่มีความอ่อนไหวต่อต้นทุนน้ำมัน ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ ท่องเที่ยว โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงโรงพยาบาลระดับบนที่มีฐานลูกค้าจากตะวันออกกลาง และ (2) หุ้นที่มีหนี้ต่างประเทศในระดับสูง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินบาท เช่น กลุ่มสายการบิน
2.ใช้กลยุทธ์ Strategic Hedging โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP และ PTT เพื่อใช้ป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนตามทิศทางราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ควรกำหนดจุด Trailing Stop หรือจุดล็อกกำไร เนื่องจากหากสถานการณ์คลี่คลายอาจเกิดแรงขายทำกำไร (Sell on Fact)
สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไร ภายใต้แนวคิดว่า “วิกฤตคือโอกาส” แนะนำใช้กลยุทธ์ Strategic Layering โดยแบ่งจังหวะสะสมหุ้นบริเวณแนวรับสำคัญที่ระดับ 1320–1350 / 1275 / 1100 จุด ใน 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
1.หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดและช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนในระยะสั้น โดยเน้นสะสมก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD ในช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม ทั้งนี้เลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 2568 (หลังหักเงินปันผลระหว่างกาลแล้ว) ซึ่งให้ Dividend Yield มากกว่า 5% มีความผันผวนของราคาหุ้นต่ำ (Beta < 1) และมีผลประกอบการรวมถึงฐานะทางการเงินที่มั่นคง ได้แก่ SIRI, KTB, KTC, KBANK, KKP, TISCO, BAM, AP และ TLI
2.หุ้น Fast Rebound เพื่อเก็งกำไรจากการฟื้นตัวของหุ้นคุณภาพที่ราคาปรับตัวลดลงมากเกินปัจจัยพื้นฐานจากแรงขายตื่นตระหนก (Panic Sell) จากวิกฤติในอิหร่าน โดยเลือกหุ้นในกลุ่ม SET50 ที่มีค่า Beta > 1 ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลดลงแรงกว่าดัชนี SET หลังเกิดเหตุการณ์ ขณะที่ผลกระทบต่อกำไรจากต้นทุนน้ำมันมีจำกัด และคาดว่าหากตลาดฟื้นตัวจะมีเม็ดเงินไหลกลับ ได้แก่ GULF, DELTA, BJC, HMPRO, OSP, CBG, SAWAD, MTC และ TIDLOR
3.หุ้น Sector Rotation (เน้นสลับลงทุนเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย) โดยมุ่งลงทุนในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่มที่มีฐานลูกค้าจากตะวันออกกลาง ซึ่งเลือกหุ้นในกลุ่ม SET100 ที่มีค่า Beta > 1 และราคาปรับตัวลดลงแรงกว่าดัชนี SET เนื่องจากคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวได้แรงในรอบถัดไปจากแรง Short Covering ได้แก่ GPSC, BGRIM, AOT, MINT, CENTEL, AWC, ERW, AAV, IVL, PTTGC, IRPC, TOP, BH และ KCE

