
“ดาวโจนส์” ปิดลบ 34 จุด กังวลตะวันออกกลาง ดันราคาพลังงาน เสี่ยงเงินเฟ้อพุ่ง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 34.29 จุด นักลงทุนผวาความตึงเครียดตะวันออกกลาง หลังความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกและดันเงินเฟ้อพลังงาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันอังคาร (10 มี.ค.69) โดยดัชนีดาวโจนส์ และ S&P 500 ปรับตัวลดลง ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดบวกเล็กน้อย ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบตลาดพลังงานและแรงกดดันเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 47,706.51 จุด ลดลง 34.29 จุด หรือ 0.07% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,781.48 จุด ลดลง 14.51 จุด หรือ 0.21% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 22,697.10 จุด เพิ่มขึ้น 1.16 จุด หรือ 0.01%
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา แสดงท่าทีเตือนอิหร่านเกี่ยวกับรายงานการวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า หากมีการดำเนินการดังกล่าวจริง สหรัฐฯ จะตอบโต้ทางทหารอย่างรุนแรง ซึ่งยิ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดพลังงานและตลาดการเงิน
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนในตลาดวอลล์สตรีทระบุว่า แม้ข่าวจากทำเนียบขาวบางช่วงสร้างความหวังให้ตลาด แรงกดดันจากความขัดแย้งในภูมิภาคยังคงส่งผลต่อ sentiment นักลงทุนและการเคลื่อนไหวของตลาดอย่างต่อเนื่อง
ด้านหุ้นรายตัวที่มีผลต่อดัชนีดาวโจนส์ พบว่า 3M (MMM) บริษัทที่เน้นผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี กาว และวัสดุอุตสาหกรรม ปรับตัวขึ้น 2.39% ขณะที่ Caterpillar (CAT) ผู้นำการผลิตเครื่องจักรกลหนักสำหรับการก่อสร้างและเหมืองแร่ระดับโลก เพิ่มขึ้น 1.68% ช่วยพยุงตลาดในบางช่วงของการซื้อขาย
อย่างไรก็ตาม หุ้นบางตัวปรับตัวลดลงและกดดันดัชนี โดย Boeing ร่วง 3.22% ขณะที่ Salesforce ลด 4.69% และ Chevron ลด 1.66%
นักวิเคราะห์มองว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความผันผวนของราคาพลังงานยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อ ทิศทางเงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

