
ครม.เคาะแผนพลังงานฉุกเฉิน คุมราคาน้ำมัน เร่งสำรองพลังงาน รณรงค์ประหยัดทั่วประเทศ
ครม.เห็นชอบมาตรการพลังงานรับมือผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง คุมราคาน้ำมัน เพิ่มสำรองพลังงาน เร่งจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งใหม่ พร้อมรณรงค์ประหยัดพลังงานและให้หน่วยงานรัฐใช้ Work From Home ลดการใช้พลังงานของประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบมาตรการด้านพลังงานตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เพื่อบริหารจัดการผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ควบคุมราคาพลังงาน และลดผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม
รัฐบาลมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการหลายด้าน ทั้งการควบคุมราคาน้ำมัน การเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน และการรณรงค์ลดใช้พลังงาน โดยกระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ กวดขันไม่ให้เกิดการกักตุนหรือจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเกินราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำมันได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้รับการขอความร่วมมือในการสนับสนุนสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งการพิจารณาการกู้เงินเพิ่มเติม และแนวทางการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันชั่วคราว หากกองทุนไม่สามารถรองรับการอุดหนุนราคาน้ำมันได้เพียงพอ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานในประเทศ
ด้านการสื่อสารสาธารณะ กรมประชาสัมพันธ์จะประสานกับสื่อทุกแพลตฟอร์ม ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงานในช่วงสถานการณ์วิกฤต ขณะที่หน่วยงานภาครัฐจะต้องดำเนินมาตรการลดการใช้พลังงานในองค์กรอย่างเข้มข้น
นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐงดการเดินทางไปศึกษาดูงาน ประชุม หรือสัมมนาในต่างประเทศ โดยปรับรูปแบบกิจกรรมเป็นการดำเนินการภายในประเทศแทน รวมถึงให้หน่วยงานภาครัฐที่ไม่เกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชนโดยตรง สามารถดำเนินมาตรการทำงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home) เพื่อลดการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำกลไกติดตามและประเมินผลการดำเนินมาตรการ Work From Home ของหน่วยงานรัฐ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงาน
สำหรับสถานการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 124 ล้านลิตรต่อวัน โดยมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศคิดเป็นร้อยละ 93 ของการจัดหา ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งมาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีปริมาณสำรองน้ำมันรวมประมาณ 8,054 ล้านลิตร และหากรวมปริมาณน้ำมันดิบที่ทำสัญญาจัดหาเพิ่มเติมแล้ว จะทำให้มีสำรองใช้ได้รวมประมาณ 95 วัน
กระทรวงพลังงานได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันการขาดแคลนน้ำมัน เช่น การระงับการส่งออกน้ำมันบางประเภทเป็นการชั่วคราว การเพิ่มอัตราสำรองน้ำมันตามกฎหมาย และการเพิ่มสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพในน้ำมันดีเซล เพื่อช่วยลดการใช้น้ำมันดิบจากต่างประเทศ
ในส่วนของก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ รัฐบาลได้เพิ่มการจัดหาจากแหล่งในประเทศและพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย รวมถึงการจัดหา LNG จากหลายภูมิภาคทั่วโลก เพื่อทดแทนการนำเข้าจากตะวันออกกลางที่อาจได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง
ด้านการผลิตไฟฟ้า กระทรวงพลังงานประเมินว่าเชื้อเพลิงยังมีเพียงพอ แต่ได้ดำเนินมาตรการลดผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น เช่น การเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ การเพิ่มการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำทั้งในประเทศและจาก สปป.ลาว รวมถึงการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตรเป็นระยะเวลา 15 วัน เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยดูแลราคา อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงสูงต่อเนื่อง อาจต้องพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เช่น การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันหรือการกู้เงินเพิ่มเติม
สำหรับค่าไฟฟ้า แนวโน้มราคา LNG ในตลาดโลกที่พุ่งสูงถึงกว่า 25 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู อาจทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นได้ถึง 37–70 สตางค์ต่อหน่วย หากไม่มีมาตรการรองรับ ซึ่งกระทรวงพลังงานกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อจัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออกมาตรการประหยัดพลังงานในหน่วยงานภาครัฐ เช่น การตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26–27 องศาเซลเซียส การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น รวมถึงการลดการใช้รถยนต์ราชการ โดยตั้งเป้าลดการใช้พลังงานลงอย่างน้อยร้อยละ 5
ทั้งนี้ หากหน่วยงานภาครัฐสามารถลดการใช้น้ำมันได้ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดน้ำมันได้ประมาณ 330,000 ลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ขณะที่การลดการใช้ไฟฟ้าร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 3.6 ล้านหน่วยต่อเดือน และลดการนำเข้า LNG ได้ราว 491 ตันต่อเดือน
รัฐบาลย้ำว่ามาตรการทั้งหมดเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงป้องกัน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดพลังงานโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศในช่วงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

