“เอเซีย พลัส” ลุ้น SET ทะลุ 1,500 จุด ชูหุ้น “Domestic & Growth” รับน้ำมันร่วง

บล.เอเซีย พลัส ประเมินความกังวลสงครามตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย หลังดัชนี VIX ลดลง ขณะราคาน้ำมันโลกปรับตัวลงแรง มองหุ้นไทยมีโอกาสฟื้น โดยลุ้น SET กลับไปทะลุ 1,500 จุด แนะเก็งกำไรหุ้นกลุ่ม “Domestic & Growth” ที่ได้อานิสงส์ต้นทุนพลังงานลดลง


บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินสถานการณ์การลงทุนทั่วโลกหลังความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 11 โดยพบว่าอารมณ์ความตื่นตระหนกของนักลงทุนเริ่มเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจากดัชนีวัดความกลัว (VIX INDEX) ที่เคยพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ระดับ 35 ได้ย่อตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 24 แล้วในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกยังคงมีความผันผวนหนัก

ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ BRENT ร่วงลงแรงกว่า 11% ลงมาแตะระดับ 87.8 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แม้ว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (เส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก) จะทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง ซาอุดีอาระเบีย, UAE, คูเวต และอิรัก ต้องปรับลดกำลังการผลิตลงเหลือเพียง 6.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน (จากปกติ 20.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน) เนื่องจากคลังและโรงกลั่นเต็มความจุ ทว่าตลาดเริ่มมีปัจจัยบวกจากกระแสการหารือเรื่องการหยุดยิง (Ceasefire) และโอกาสที่กลุ่มประเทศมหาอำนาจจะปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ออกมาสูงถึง 300-400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันให้ราคาน้ำมันร่วงลงจากจุดสูงสุดที่ 115-120 เหรียญฯ

ไทยรับมือวิกฤตพลังงานได้ ย้ำมีน้ำมันสำรองใช้ยาว 92 วัน ในมิติของเศรษฐกิจไทย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่าราคาน้ำมันดิบมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกับเงินเฟ้อไทยสูงถึง 0.76 โดยสถิติชี้ว่าหากราคาน้ำมันดิบ (WTI) ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นเกิน 20% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) เศรษฐกิจไทยมักจะหดตัวเฉลี่ยที่ -0.15% QoQ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ยืนยันความพร้อมในการรับมือวิกฤต โดยประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองที่รองรับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดได้นานถึง 92 วัน แม้ว่าจะไม่สามารถนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้เลยก็ตาม จึงช่วยสร้างความมั่นใจให้ภาคอุตสาหกรรมว่าจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน

สถิติชี้ VIX ผ่านจุดพีคดันหุ้นไทยฟื้น แนะสอยกลุ่ม “Domestic & Growth” สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในประเทศ บล.เอเซีย พลัส คาดหวังว่าหากสถานการณ์ดำเนินรอยตามวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เมื่อ VIX INDEX ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ตลาดหุ้นไทย (SET Index) มักจะทยอยฟื้นตัวได้ใน 1 เดือน โดยปรับขึ้นราว 5% ซึ่งในรอบนี้มีโอกาสที่ SET จะฟื้นตัวกลับไปทะลุระดับ 1,500 จุดได้ ในช่วงที่ความตึงเครียดบรรเทาลงและต้นทุนพลังงานปรับลดลง ฝ่ายวิจัยแนะนำให้เก็งกำไรในหุ้นกลุ่ม “Domestic & Growth” แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่:

1.กลุ่มต้นทุนลด กำไรพุ่ง (Cost Reduction & Margin Expansion): ได้รับอานิสงส์จากต้นทุนก๊าซและน้ำมันที่ลดลง ช่วยขยายส่วนต่างกำไรให้กว้างขึ้น แนะนำกลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF, BGRIM, GPSC, BCPG), กลุ่มการบริโภค (CBG, OSP) และกลุ่มปิโตรเคมี/บรรจุภัณฑ์ (IVL, SCC, SCGP)

2.กลุ่มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจและกำลังซื้อ (Demand & Activity Recovery): แนะนำกลุ่มท่องเที่ยวและการบิน (AAV, BA, MINT, CENTEL, ERW), กลุ่มการแพทย์ (BH, BDMS) และกลุ่มสินเชื่อ (TIDLOR, MTC) ที่ต้นทุนทางการเงินจะผ่อนคลายลงตามทิศทางเงินเฟ้อ

ส่งธีม WAR & WEALTH ชี้เป้าหุ้นต่างประเทศดาวเด่น ในส่วนของการลงทุนต่างประเทศ ฝ่ายวิจัยประเมินว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงเกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้นในระยะยาว สังเกตจากการที่กลุ่ม NATO เพิ่มเป้าหมายงบประมาณกลาโหมเป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2035 จึงแนะนำ 4 ธีมการลงทุน WAR & WEALTH ได้แก่:

1.กลุ่มน้ำมัน: EXXON MOBIL, กองทุน ASP-OIL, DR: OIL03

2.กลุ่มอาวุธ (Weapons): LOCKHEED MARTIN, กองทุน ASP-DEFENSE, DR: MITSU19

3.กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV): รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง โดยมีหุ้นเด่นคือ NIO (9866 HK) ที่ล่าสุดโชว์งบไตรมาส 4 พลิกกลับมามีกำไรเป็นครั้งแรก รายได้พุ่ง 75% YoY แตะ 3.46 หมื่นล้านหยวน รวมถึง DR: XPENG03 และ DR: BYDCOM01

4.กลุ่มอวกาศ (Space Economy): ROCKET LAB, กองทุน ASP-JEDI, ETF: ARKX US ซึ่งเป็นกลุ่มที่ประเทศมหาอำนาจกำลังเร่งอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเพื่อความมั่นคง

Back to top button