
SMO บวกต่อ 3% รับข่าวรัฐดันไบโอดีเซล B7–B10 หนุนดีมานด์น้ำมันปาล์ม
SMO บวกต่อ 3% รับข่าวรัฐปรับเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลเป็น B7- B10 หนุนความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศ และบริษัทพร้อมเดินหน้าขยายกำลังการผลิตและลงทุนโรงงานใหม่ รองรับการเติบโตระยะยาวของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 มี.ค. 69) ราคาหุ้น บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ณ เวลา 10:06 น. อยู่ที่ระดับ 4.72 บาท บวก 0.14 บาท หรือ 3.06% สูงสุดที่ระดับ 4.88 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 4.66 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย77.27 ล้านบาท

นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SMO เปิดเผยในรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่า ผลประกอบการปีที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดดแตะเกือบ 700 ล้านบาท จากเดิมประมาณ 260 ล้านบาทในปี 2567 ปัจจัยหลักมาจาก 3 ส่วน ได้แก่ การเข้าสู่ช่วงพีคซีซันในไตรมาส 2–3 ซึ่งบริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรับรู้รายได้จากการเข้าซื้อกิจการโรงงานใหม่แบบ In-organic ส่งผลให้ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และการขยายสัดส่วนรายได้จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเป็น 50–60% ของรายได้รวม
สำหรับการใช้เงินที่ได้จากการระดมทุน IPO บริษัทได้นำไปชำระหนี้เดิม ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และเตรียมลงทุนก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันได้ดำเนินการซื้อที่ดินเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการขออนุญาตก่อสร้าง คาดว่าจะเริ่มถมดินในไตรมาส 2 ปีนี้ และสามารถเริ่มรับรู้รายได้เชิงพาณิชย์ (COD) ได้ในช่วงปลายปี 2570 หรือต้นปี 2571
นอกจากนี้ ในเดือนเมษายน 2569 บริษัทมีแผนเดินเครื่องขยายกำลังการผลิตที่อำเภอพนมเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว หรือประมาณ 75 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนให้ผลประกอบการในปีนี้เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้
ในด้านโมเดลธุรกิจ SMO วางบทบาทเป็น “โซ่ข้อกลาง” ของอุตสาหกรรม โดยรับซื้อผลผลิตปาล์มน้ำมันจากเกษตรกรมาสกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) เพื่อจำหน่ายให้กับโรงกลั่นทั้งในกลุ่มบริโภคและพลังงาน รวมถึงการส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยบริษัทยึดกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงแบบ “ซื้อมาขายไป” เพื่อรักษาอัตรากำไร และไม่มีนโยบายเก็งกำไรสต็อกหรืออัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้มีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (FX Hedging) ภายใน 2–3 วันหลังมีคำสั่งซื้อขาย เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาท
ด้านนายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในปี 2569 มีทิศทางเชิงบวกทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยคาดว่าผลผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 22–23 ล้านตัน จากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ความต้องการใช้ในภาคพลังงานมีโอกาสปรับเพิ่มจาก B7 ไปสู่ B10 หรือ B20 ตามกลไกตลาดโลก
นอกเหนือจากธุรกิจหลักแล้ว SMO ยังบริหารจัดการผลิตภัณฑ์พลอยได้ (By-product) อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ กะลาปาล์มที่นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวล รวมถึงการผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียเพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นรายได้ที่มีความมั่นคง พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาเพื่อต่อยอดธุรกิจใหม่ในอนาคต
ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิ โดยปัจจุบันราคาหุ้นมีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ประมาณ 6 เท่า ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเดียวกันที่ราว 20 เท่า สะท้อนความน่าสนใจในเชิงมูลค่า และศักยภาพการเติบโตจากโครงการขยายกำลังการผลิตที่จะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องในช่วงปี 2569–2571
