CGSI แนะซื้อ PTTEP เป้า 165 บาท รับน้ำมันพุ่ง ชี้กำไรโต-ปันผลสูง 6.5%

CGSI แนะนำซื้อ PTTEP อัพเป้าใหม่ 165 บาท รับอานิสงส์ราคาน้ำมันพุ่ง ชี้ทุก 1 เหรียญที่ขยับขึ้นหนุนกำไร 24 ล้านเหรียญฯ คาดปันผลสูง 6.5% แม้ตะวันออกกลางตึงเครียดแต่เร่งผลิตในประเทศชดเชยได้


ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP พร้อมปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 165 บาท จากเดิม 140 บาท โดยปรับเพิ่มสมมติฐานราคาน้ำมันเป็น 78 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2569 ซึ่งส่งผลให้ประมาณการกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เชื่อว่าบริษัทจะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในปี 2569 ให้อยู่ที่ระดับ 6.5% โดยมีปัจจัยหนุนราคาหุ้นเพิ่มเติมจากต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำกว่าคาดการณ์ ขณะที่ความเสี่ยงที่ยังคงต้องติดตามคือโอกาสในการบันทึกการด้อยค่าสินทรัพย์

สำหรับสัดส่วนปริมาณการขายสินทรัพย์ของ PTTEP ในภูมิภาคตะวันออกกลาง คิดเป็นราว 11% ของปริมาณการขายรวมในปี 2568 ซึ่งประกอบด้วยก๊าซธรรมชาติ 35,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน (kboe/d) และคอนเดนเสท 16,000 kboe/d โดย PTTEP ถือหุ้น 2% ในโครงการ Oman Block 6 (น้ำมันและคอนเดนเสท) และถือหุ้น 20% ในโครงการ Oman Block 61 (แหล่งก๊าซในประเทศ มีปริมาณ 35,000 kboe/d ในปี 2568) ทั้งนี้ ตามรายงานของสำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า รัฐบาลโอมานมีคำสั่งอพยพเรือออกจากท่าเรือส่งออกน้ำมัน Mina Al Fahal ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์ฯ คาดการณ์ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะกระทบต่อปริมาณการขายจากโอมานของ PTTEP และอาจส่งผลให้ปริมาณการขายลดลง 2.3% หรือกระทบต่อกำไรสุทธิ 2.0% หากการดำเนินงานต้องหยุดชะงักเป็นระยะเวลานาน 1 ไตรมาส

นอกจากนี้ PTTEP ยังถือหุ้น 10% ในโครงการ Ghasha ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยก่อนหน้านี้บริษัทตั้งเป้าผลิตก๊าซจากแหล่ง Dalma ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัมปทาน Gasha ที่ระดับ 240 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (mmscfd) ภายในเดือนเมษายน 2569 (เป้าหมายทั้งปี 4,400 boe/d) อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวจำเป็นต้องหยุดการก่อสร้างชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันบริษัทยังถือหุ้นอีก 2% ในโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมขั้นกลาง (Midstream) ใน UAE ซึ่งใช้สำหรับการดำเนินงานภายในประเทศ และยังไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่านแต่อย่างใด

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุเพิ่มเติมว่า จากกรณีที่ประเทศกาตาร์ระงับการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ส่งผลให้ PTTEP ต้องร่วมมือกับรัฐบาลไทยเพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานก๊าซภายในประเทศ โดยดำเนินการเพิ่มกำลังการผลิตจากแหล่งก๊าซในประเทศ โดยเฉพาะแหล่งอาทิตย์ที่เพิ่มกำลังการผลิตจาก 330 mmscfd เป็น 380 mmscfd รวมทั้งการเลื่อนระยะเวลาการซ่อมบำรุงบางส่วนของแหล่ง G1/G2 ออกไป ซึ่งคาดว่าการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มปริมาณก๊าซได้เล็กน้อยที่ราว 50–75 mmscfd (ประมาณ 1,000 boe/d หากเพิ่มการผลิตต่อเนื่อง 1 เดือน) ซึ่งประเมินว่าน่าจะเพียงพอต่อการชดเชยปริมาณก๊าซที่ขาดหายไปจากโครงการ Dalma ที่เริ่มการผลิตล่าช้ากว่ากำหนด

ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI มองว่า ปริมาณการขายของ PTTEP กว่าหนึ่งในสามเป็นน้ำมันและคอนเดนเสท ซึ่งจะได้รับประโยชน์ในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในทิศทางขาขึ้น ขณะที่บริษัทได้ทำสัญญาป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ครอบคลุมปริมาณน้ำมันประมาณ 22 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นประมาณ 35% ของปริมาณการขายในปี 2569 โดยมีการกำหนดราคาต่ำสุดไว้ที่ 67 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และราคาเพดานสูงสุดไว้ที่ 85-90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในส่วนของราคาก๊าซนั้นจะอิงตามราคาน้ำมัน แต่จะมีระยะเวลาเหลื่อม (Lag time) ประมาณ 6-12 เดือน รวมทั้งอิงกับดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index) หรือดัชนีผลผลิตหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ (Machinery and Tool Index) ซึ่งเมื่อนำมารวมกับผลกระทบจากการขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง (Hedge loss) แล้ว ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นทุก 1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิในปี 2569 ของ PTTEP ปรับตัวเพิ่มขึ้น 24 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับระดับ 30-35 ล้านเหรียญสหรัฐในกรณีที่ไม่มีการทำ Hedging

Back to top button