
น้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อตึงตัว! เฟดคงดอกเบี้ย 3.50-3.75% พาวเวลล์ชี้ยังไม่ใช่ภาวะ stagflation
เฟดคงดอกเบี้ย 3.50-3.75% ตามคาด “เจอโรม พาวเวลล์” ชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่เข้าข่าย “stagflation” แม้ราคาน้ำมันพุ่งกดดันเงินเฟ้อ ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านพลังงานยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อทิศทางนโยบายในระยะต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) วันที่ 17-18 มีนาคม 2569 มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้
พร้อมกันนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด (Fed) ได้เผยแพร่รายงานคาดการณ์เศรษฐกิจ (Summary of Economic Projections: SEP) ฉบับแรก สำหรับปี 2569 (ค.ศ. 2026) โดย “dot plot” หรือการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยของกรรมการ ส่งสัญญาณว่า เฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ย “1 ครั้ง” ในปี 2569 สอดคล้องกับมุมมองก่อนหน้าที่เคยประเมินว่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปีนี้
การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงิน หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในอิหร่าน ส่งผลให้น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เคยปรับขึ้นทะลุระดับ 109 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ด้านดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนกุมภาพันธ์ของสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ตลาดฟิวเจอร์สปรับลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ลงอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านนายเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ประธานเฟด กล่าวในการแถลงข่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อยังคงปรับลดลง แต่ “ไม่มากเท่าที่คาดหวัง” อย่างไรก็ตาม ยังถือว่ามีความคืบหน้าในทิศทางที่ดี
พาวเวลล์ ยังกล่าวถึงความกังวลเรื่องภาวะ “stagflation” ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบัน “ยังไม่เข้าข่าย” เนื่องจากอัตราว่างงานยังอยู่ใกล้ระดับปกติระยะยาว และเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมาย 2% เพียงประมาณ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ พร้อมระบุว่าคำดังกล่าวควรใช้กับสถานการณ์ที่รุนแรงกว่านี้มาก
อย่างไรก็ตาม เฟดยอมรับว่า ความไม่แน่นอนจาก “ช็อกด้านราคาน้ำมัน” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบแนวโน้มเงินเฟ้อและการดำเนินนโยบายในระยะต่อไป ขณะที่ตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว
ทั้งนี้ รายงาน SEP ยังสะท้อนว่า เฟดได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อเมื่อเทียบกับประมาณการครั้งก่อน แต่ในขณะเดียวกันก็ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพ (productivity) ที่คณะกรรมการคาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า

