“ซาอุฯ” เตือนน้ำมันโลกเสี่ยงแตะ 180 เหรียญ หากสงครามยืดเยื้อถึงปลาย เม.ย.

เจ้าหน้าที่น้ำมันซาอุดีอาระเบียเตือน หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลและอิหร่านยืดเยื้อไปจนถึงปลายเดือนเมษายน ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งถึง 165–180 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดเอเชียบางส่วนซื้อแล้วในราคา 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความเสี่ยงต่ออุปทานและช่องแคบฮอร์มุซ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (20 มี.ค. 2569) อ้างอิงรายงานของหนังสือพิมพ์ วอลล์สตรีท เจอร์นัล ระบุว่า เจ้าหน้าที่ด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบียประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะลุ 180 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่านยืดเยื้อไปจนถึงปลายเดือนเมษายน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ซื้อน้ำมันจากเอเชียบางรายได้ซื้อในราคา 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว และคาดว่าราคาน้ำมันในระยะใกล้จะปรับตัวขึ้นไปที่ 138–140 ดอลลาร์ หากตลาดยังคงมีความตึงตัว

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันอาจแตะระดับ 150 ดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนเมษายน และหากความขัดแย้งยืดเยื้อไปจนถึงปลายเดือนเมษายน ราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งขึ้นไปอยู่ในกรอบ 165–180 ดอลลาร์

วอลล์สตรีท เจอร์นัลระบุปัจจัยที่สนับสนุนการคาดการณ์ราคาดังกล่าว ได้แก่

1.การขาดแคลนน้ำมันจริงในตลาด ไม่ใช่เพียงปัจจัยความกลัว ส่งผลให้ผู้ค้าน้ำมันแข่งขันซื้อกันมากขึ้น ทำให้ราคาพุ่งขึ้น

2.การหยุดชะงักในระบบพลังงานของอ่าวเปอร์เซีย จากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การส่งออกที่ลดลง และปัญหาการขนส่งทางเรือ ส่งผลให้อุปทานตึงตัว

3.ความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ผู้ส่งออกน้ำมันไม่สามารถหาเส้นทางขนส่งทดแทนได้ และกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม วอลล์สตรีท เจอร์นัลชี้ว่า ซาอุดีอาระเบียมีเหตุผลหลายประการที่ไม่ต้องการให้ราคาน้ำมันสูงเกินไป ได้แก่

1.ความต้องการใช้น้ำมันอาจลดลง เมื่อราคาน้ำมันอยู่ที่ 150 ดอลลาร์ และยิ่งพุ่งถึง 180 ดอลลาร์ จะส่งผลให้ผู้บริโภคลดการใช้ ส่งผลเสียต่ออุปสงค์ระยะยาว

2.ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก หากราคาน้ำมันพุ่งสูง จะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้น และกดดันเศรษฐกิจโดยรวม

3.ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ต่อซาอุดีอาระเบีย แม้รายได้ระยะสั้นอาจเพิ่มขึ้น แต่ต้องแลกกับความไม่แน่นอนของอุปสงค์ในระยะยาว และผลกระทบต่อความมั่นคงเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า

Back to top button