
“อาทิตย์” ชี้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ Melt Down ถาวร จี้รัฐเร่งเครื่อง S-Curve ใหม่
“อาทิตย์ นันทวิทยา” ซีอีโอ SCBX ชี้โลกผันผวนถาวร เตือนไทยเลิกหลอกตัวเองกับจีดีพีโตแบบเดิม จี้รัฐ-เอกชนเร่งปรับโครงสร้าง รักษากระแสเงินสดพร้อมลุย S-Curve ใหม่ ย้ำต้องกล้ากู้ลงทุนเพื่ออนาคตดีกว่าเผาเงินแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จํากัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยในงานสัมมนา Battle Strategy 2026 winning the new world order พลิกเกมรบ ชิงชัยเศรษฐกิจ ทะยานสู่เป้าหมาย GDP 3% บนสมรภูมิระเบียบโลกใหม่ จัดโดย หนังสือพิมพ์ ข่าวหุ้นธุรกิจ วันนี้ (31 มี.ค.69) ในหัวข้อ The Intelligence Shift: Re-engineering Thai Capital for a High-Growth New World ระบุว่า สถานการณ์ความผันผวนของโลกไม่ได้เป็นเพียงเรื่องชั่วคราวอีกต่อไป แต่คือความผันผวนแบบถาวรที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและเกิดถี่ขึ้น ซึ่งแตกต่างจากวิกฤตปี 2540 ที่พังทลายพร้อมกัน แต่ปัจจุบันเป็นลักษณะการค่อยๆ ละลาย (Melt Down) จนเกิดเป็นเศรษฐกิจแบบสองชั้น (Two-tier) โดยฐานรากและธุรกิจเอสเอ็มอีสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง จนอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงินในท้ายที่สุดหากไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือ
ทั้งนี้ ประเทศไทยและภาคธุรกิจจึงต้องเร่งปรับตัวโดยรักษากระแสเงินสดจากธุรกิจเดิม (Cash Cow) ซึ่งเปรียบเสมือนภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการส่งออกของไทย ควบคู่ไปกับการลงทุนในเทคโนโลยีระดับสูงอย่าง Data และ AI โดยอาศัยรูปแบบการลงทุนที่เน้นแพลตฟอร์มและลดการถือครองสินทรัพย์ถาวร (Asset-light) เพื่อนำมาใช้สร้างธุรกิจในเส้นโค้งการเติบโตใหม่ (S-Curve) ทั้งนี้ การเติบโตของจีดีพีที่ระดับ 3% จะต้องเป็นการเติบโตที่มีคุณภาพ (Quality Growth) จากอุตสาหกรรมใหม่ด้วย ไม่ใช่การเติบโตจากสิ่งเดิมๆ ท่ามกลางโลกที่อยู่ในยุคผู้ชนะกินรวบ (Winner takes all) ซึ่งความยากไม่ได้อยู่ที่การคิดกลยุทธ์ แต่อยู่ที่การลงมือปฏิบัติจริง (Implementation) การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร การกล้าทดลอง และความกล้าที่จะตัดขาดทุน (Cut loss) เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่โดยไม่หลอกตัวเอง
ส่วนของการดำเนินงานของ SCBX นั้น ได้เลือกที่จะไม่ดิสรัปต์ธุรกิจธนาคารเดิมซึ่งต้องหล่อเลี้ยงผลกำไรและผู้มีส่วนได้เสีย แต่เลือกที่จะสร้างโครงสร้างใหม่เช่น Virtual Bank ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งมีความได้เปรียบจากการลงทุนใหม่ทั้งหมดโดยไม่มีภาระโครงสร้างเดิม (Legacy) อย่างระบบคอลเซ็นเตอร์ ทำให้มีความรวดเร็วและพร้อมแข่งขัน ขณะที่มุมมองต่อตลาดทุนไทยนั้น นายอาทิตย์ชี้ว่าตลาดทุนคือผลพลอยได้ (By-product) หากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง สัญญาณการฟื้นตัวที่เห็นในตลาดหลักทรัพย์อาจเป็นเพียงสัญญาณหลอก (Fake Signal) ประเทศไทยจึงต้องเร่งสร้างตนเองให้เป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความไว้วางใจ (Trusted Platform) เพื่อดึงดูดทรัพยากรจากต่างชาติในจังหวะที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปิดโอกาส เช่น การที่ตะวันออกกลางอาจสูญเสียความเชื่อมั่นในการเป็นศูนย์กลางทางการเงินเนื่องจากภาวะสงคราม โดยไทยควรโฟกัสในอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ นวัตกรรมอาหาร (Future Food) AI และดิจิทัล สุขภาพและสุขภาวะ (Health and Wellness) รวมถึงพลังงานสะอาด (Green Energy)
สำหรับทิศทางการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ถือเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพทางการเมืองสูงและมีความหวังในการผลักดันนโยบาย โดยสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการแสดงเจตจำนงที่แน่วแน่ (Good Will) ในการดึงดูดการลงทุนเพื่ออนาคตแทนการเผาทรัพยากรไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบชั่วคราว แม้ว่าเสถียรภาพทางการคลังอาจลดลงจากการขาดดุลหรือทุนสำรองที่ลดลงมาอยู่ระดับกว่า 2.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่รัฐบาลไม่ควรหวาดกลัวหากจำเป็นต้องกู้เงินจนชนเพดานเพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการลงทุนพลิกโฉมประเทศขนานใหญ่ ยกเว้นเสียแต่ว่าจะเป็นการกู้เพื่อนำมาแจกจ่ายซึ่งเป็นสิ่งที่น่าวิตก นอกจากนี้ รัฐบาลต้องสามารถตอบสังคมได้ว่าการดึงดูดการลงทุน เช่น Data Center นั้น คนไทยและประเทศจะได้ประโยชน์อะไรกลับคืนมาอย่างชัดเจน
นายอาทิตย์ กล่าวทิ้งท้ายถึงการเตรียมลงจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารในสิ้นปีนี้ว่า ตนเองไม่มีความกังวลใดๆ ต่อการเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากผู้บริหารระดับสูงที่จะมารับช่วงต่อทั้งสองท่านเป็นบุคคลากรที่เติบโตมาจากภายในองค์กร (Homegrown) และร่วมงานกันมาอย่างยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมเวทีสัมมนาของข่าวหุ้นธุรกิจที่ทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในการช่วยขับเคลื่อนสังคมและค้นหาทางออกให้แก่ประเทศชาติ และฝากข้อคิดทิ้งท้ายให้ทุกภาคส่วนยุติการถกเถียงเรื่องความถูกผิด แล้วหันมาร่วมมือกันลงมือทำเพื่อขจัดอุปสรรคและพัฒนาประเทศให้ก้าวเดินต่อไปได้อย่างแท้จริง

