“เมย์แบงก์” แนะนำซื้อ MOSHI เป้า 52 บ. ชี้กำไรปี 69 โต 14% รับแผนขยาย 35 สาขา

บล.เมย์แบงก์คงคำแนะนำ “ซื้อ” MOSHI เป้า 52 บาท มองกำไรปี 69 โต 14% รับแผนขยาย 35 สาขา มาร์จิ้นดีขึ้น หนุนผลงานไตรมาส 2/69 แข็งแกร่ง


บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ประเมิน บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI โดยระบุว่า ผู้บริหารยังคงเป้าหมายยอดขายปี 2569 เติบโต 15-20% จากปีก่อน พร้อมคาดอัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวอย่างน้อย 50 basis points จากการบริหารต้นทุนและการปรับ Product Mix อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ บริษัทได้เพิ่มงบลงทุนอีก 80 ล้านบาท ส่งผลให้งบลงทุนรวมอยู่ที่ 500 ล้านบาท เพื่อรองรับการซื้อที่ดินสำหรับขยายสาขาในพื้นที่ใกล้คลังสินค้าปัจจุบัน ขณะที่ต้นทุนการก่อสร้างยังคงทรงตัว

ด้านแผนขยายสาขาใหม่ในปี 2569 ยังคงเป้าหมายเปิดเพิ่ม 35 สาขา ซึ่งรวมถึงสาขา Standalone อย่างน้อย 5 แห่ง โดยปัจจุบันเปิดไปแล้ว 11 สาขา และคาดว่าภายในครึ่งแรกของปีจะเปิดครบ 17 สาขา ส่วนอีก 18 สาขาที่เหลือมีกำหนดทยอยเปิดในช่วงครึ่งหลังของปี

แม้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) จะเพิ่มขึ้นจากการติดตั้งระบบ POS ใหม่ รวมถึงต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น แต่ฝ่ายบริหารเชื่อว่าจะได้รับการชดเชยจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัวที่ระดับ 18.1% ใกล้เคียงกับปี 2568

สำหรับยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันเติบโตในระดับต่ำกว่า 1% จากกำลังซื้อที่ชะลอตัวตามภาวะราคาน้ำมันและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในเดือนพฤษภาคม จากแรงหนุนของช่วงเปิดภาคเรียน การเปิดตัวสินค้าใหม่ และการปรับพอร์ตสินค้า โดยเฉพาะการร่วมมือกับศิลปินในการออกคอลเลกชันใหม่ช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้ต่อเนื่อง

ในด้านต้นทุนสินค้า MOSHI ยังสามารถรักษาเสถียรภาพด้านราคาได้ดี โดยต้นทุนสินค้าราว 95% ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจนถึงเดือนกันยายน ขณะที่ผลกระทบจากต้นทุนขนส่งที่ปรับเพิ่มขึ้นยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้

นอกจากนี้ ภาวะการแข่งขันในตลาดเริ่มผ่อนคลายลง หลังคู่แข่งชะลอการขยายสาขา โดยเปิดสาขาใหม่รวมเพียง 16 แห่งนับตั้งแต่ต้นปี เทียบกับ 95 แห่งตลอดปี 2568

ฝ่ายวิจัยเมย์แบงก์คาดว่า MOSHI จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 เติบโตแข็งแกร่งจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องและอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยชดเชยค่าใช้จ่าย SG&A ที่เพิ่มขึ้นได้ พร้อมคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 เติบโต 14% จากปีก่อน มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลราว 4% และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 26%

ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมายที่ 52 บาทต่อหุ้น อ้างอิงการประเมินมูลค่าแบบ DCF สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของบริษัท

Back to top button